[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by KMOBECMAXSITE 1.2.1


บริหารทั่วไป
เรื่อง : เขตพื้นที่ประถม-มัยมศึกษา มุ่งพัฒนาคุณภาพ



เขตพื้นที่ประถม  - มัธยมศึกษา

มุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา  

โดย  สมมาต คำวัจนัง

                                  หลังจากคอยผลการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาที่จะแยก เป็นเขตประถมศึกษาและเขตมัธยมศึกษามาระยะหนึ่ง  ท่ามกลางคำถาม  คำวิพากษ์ วิจารณ์ของนักวิชาการ ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไป ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ตามเหตุผลของแต่ละฝ่ายโดยเฉพาะบุคลากรที่ปฏิบัติงานบนเขตพื้นที่การศึกษาบางแห่งที่อาจได้รับผลกระทบหรือมีช่องทางการย้ายเปลี่ยนสถานที่ทำงาน อย่างหนึ่งอย่างใด จากการแบ่งเขตในครั้งนี้ ก็คงเฝ้าติดตามข่าวเรื่องนี้เป็นพิเศษ

                                 ขณะนี้มีความชัดเจนถึงขั้นวางแผนหรือตัดสินใจ กำหนดอนาคตในการทำงานได้แล้ว เพราะ กฎหมายการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน ๓ ฉบับได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๒  กรกฎาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ได้แก่  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๕๓ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ( ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ.๒๕๕๓ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ( ฉบับที่ ๓  )

              พ.ศ.๒๕๕๓  มีผลให้ผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ตามเงื่อนเวลาที่กฏหมายกำหนดไว้ คลิก พรบ.การศึกษาแห่งชาติ( ฉบับที่ ๓)   คลิก พรบ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ๒)  คลิก พรบ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ๓ )

                                เมื่อวิเคราะห์เหตุผลหลักที่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมาย แยกเป็นเขตประถม เขตมัธยม พบว่าการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ประกอบด้วยการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาซึ่งมีระบบการบริหารและการจัดการศึกษาของทั้งสองระดับรวมอยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ทำให้การบริหารและการจัดการศึกษาเกิดความไม่คล่องตัวและเกิดปัญหาการพัฒนาการศึกษา จึงสมควรแยกเพื่อให้การบริหารและการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาการศึกษาแก่นักเรียนในช่วงชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้สัมฤทธิผลและมีคุณภาพยิ่งขึ้น

                              เหตุผลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง( พ.ศ.๒๕๕๒ - ๒๕๖๑ ) ในประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาที่ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข พัฒนาและสานต่อ ในด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน/สถานศึกษาที่พบว่ามีสถานศึกษายังไม่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของสมศ. ผลสัมฤทธิ์ในวิชาหลักของนักเรียนมีค่าเฉลี่ย ต่ำกว่า ร้อยละ ๕๐  ด้านการผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ มีปัญหาครูสอนไม่ตรงวุฒิและขาดแคลนครูในบางพื้นที่ ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษา การมีส่วนร่วม  การกระจายอำนาจการบริหารจัดการศึกษาจากส่วนกลางสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา พบว่าหน่วยปฏิบัติยังไม่มีอิสระและความคล่องตัวเท่าที่ควร ในด้านกฎหมายการศึกษา มีบางฉบับยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการจัดทำและกระบวนการทางนิติบัญญัติ  การบริหารจัดการศึกษาบางเรื่อง ขาดกฎหมายรองรับ หน่วยงานส่วนกลางบังคับใช้กฎหมายการศึกษา โดยเน้นการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรมากกว่าการปฏิรูปคุณภาพการเรียนการสอน ( สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, ๒๕๕๒)

                                การออกกฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติใหม่มาพร้อมกันทั้ง ๓  ฉบับนี้ เป็นกลไกหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาเพื่อปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง  ช่วยให้การดำเนินงานแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาในครั้งนี้มีความชัดเจนในการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น  มีระบบ เชื่อมโยงกัน ถ้ามองในด้านการบริหารจัดการ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ เป็นเครื่องมือหลักในการกำหนด ว่าจะมีเขตพื้นที่มัธยมศึกษาจำนวน กี่เขต สถานศึกษาใดจะอยู่ในเขตใดให้ยึดระดับการศึกษา รวมทั้ง สถานศึกษาเอกชนและองค์กรท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องทำตามขั้นตอนของกฏหมาย โดยมีสภาการศึกษาและคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมให้คำแนะนำเพื่อให้การตัดสินใจใช้อำนาจมีความรอบคอบ เกิดประสิทธิภาพ เป็นการถ่วงดุลอำนาจในเชิงบริหาร  สำหรับ พรบ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการมีสาระสำคัญสอดคล้องกับพรบ.การศึกษาแห่งชาติ  มีการกำหนดเงื่อนไขเวลา ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่

             พรบ.นี้บังคับใช้ จึง ต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่  ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๓

                     ส่วนพรบ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ๓) ทำให้มองเห็นทิศทางงานด้านการบริหารงานบุคคลภายในเขตประถมและมัธยมชัดเจนมากขึ้น ต้องยอมรับว่า เรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญ ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการบริหารจัดการองค์กรของผู้บริหารให้มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะต้องไม่ให้เกิดความเสียหาย จึงจำเป็นต้องรอบคอบ รัดกุม ดำเนินการตามขั้นตอนและเงื่อนไขของเวลาที่กฏหมายกำหนดไว้   พรบ.ฉบับนี้ยังยึดหลักการกระจายอำนาจ สร้างการมีส่วนร่วม ใช้รูปแบบการบริหารงานโดยองค์คณะบุคคลเหมือนเดิม  ในระดับกระทรวง มีคณะ ก.ค.ศ. ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา มี  อ.ก.ค.ศ. ซึ่งองค์ประกอบกรรมการทั้ง ๒ ระดับ กฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วาระการดำรงตำแหน่ง  วิธีการได้มาของกรรมการและอนุกรรมการในแต่ละระดับไว้  ดังนั้นเมื่อมีกฎหมายใหม่ใช้บังคับจึงส่งผลให้กระทบกับองค์คณะบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เดิมโดยตรงด้วย  ทั้งในด้านจำนวนกรรมการตามองค์ประกอบ  คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง  อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

                              สรุปสาระสำคัญ ได้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งใหม่ใน ก.ค.ศ.ซึ่ง กำหนดให้มีจำนวนสิบสองคนเปลี่ยน เฉพาะผู้แทนในองค์ประกอบของ ผอ.สพท.  ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูสังกัด สพฐ.  และบุคลากรทางการศึกษาอื่น โดยให้มีการเลือกผู้แทนแยกเป็นเขตพื้นที่ประถมศึกษาและเขตพื้นที่มัธยมศึกษา ตามจำนวนที่กำหนดไว้   ส่วน อนุกรรมการในอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาชุดปัจจุบัน ถ้าเป็นผู้แทนที่มาจากสายมัธยมศึกษาทั้ง ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครูสายผู้สอน กฎหมายกำหนดให้พ้นจากตำแหน่ง แต่อนุกรรมการที่เหลืออยู่ ยังครบองค์ประกอบ สามารถทำหน้าที่เป็น อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานั้น ๆ ต่อไปได้  สำหรับ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่มัธยมศึกษาจะมีจำนวนกี่เขต มีองค์ประกอบใดบ้าง จะมีรายละเอียดกำหนดให้ดำเนินการต่อไป  ในช่วงนี้ ก.ค.ศ. จะแต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ ทำหน้าที่แทนไปพลางก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการบริหารงานบุคคล   การเลือกตั้งกรรมการและอนุกรรมการทั้งสองคระ กำหนดให้แล้วเสร็จไม่เกินร้อยแปดสิบวันจึงต้องเสร็จ ภายในวันที่  ๒๓ มกราคม ๒๕๕๔

                             ที่อธิบายความทั้งหมดข้างต้นเพื่อให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามผลของพรบ.ทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งมุ่งความเป็นเอกภาพของการบริหารการศึกษาในรูปแบบประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ต้องการความเป็นอิสระ คล่องตัว  สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร  โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนให้ได้ตามมาตรฐานชาติเป็นประเด็นสำคัญ  จึงเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องควรต้องเตรียมพร้อม มีการสำรวจข้อมูล วางแผน รองรับการเปลี่ยนแปลง  เช่น งานเกี่ยวกับองค์คณะบุคคล  งานสารบรรณ การกำหนดเลขประจำส่วนราชการ  งานกลุ่มโรงเรียน   การปรับฐานข้อมูลต่าง ๆของเขตพื้นที่การศึกษาให้เป็นปัจจุบัน การแก้ไขคำสั่งคณะทำงาน การปรับปรุง ระเบียบ ข้อบังคับ  แนวปฏิบัติให้สอดคล้อกับการเป็นเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เป็นต้น สำหรับเขตตั้งใหม่ก็ต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้าน สถานที่ทำงาน  พัสดุ ครุภัณฑ์ เครื่องใช้สำนักงาน และบุคลากร ซึ่งเป็นภาระงานที่เขตตั้งใหม่ต้องร่วมมือ ร่วมใจกันอย่างจริงจัง

                                 เชื่อว่าทุกฝ่ายยอมรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ และมุ่งที่ประโยชน์ของเด็กและเยาวชนของประเทศชาติเป็นสำคัญ ถึงแม้การให้บริการการศึกษาจะแยกเป็นเขตประถมศึกษาและมัธยมศึกษา แต่การส่งต่อและรับช่วงเด็ก ยังเป็นจุดที่เชื่อมโยง สัมพันธ์ กัน ที่ต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการปฏิรูปการศึกษาให้ประสบผลสำเร็จ ซึ่งยังเป็นโจทย์สำคัญ ที่ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังทั้งประถมและมัธยม บน หลักความเป็นเอกภาพทางนโยบาย มีความหลากหลายในการปฏิบัติ

                                                                              ..........................................................................

 



ผู้เขียน : นายสมมาต คำวัจนัง
หน่วยงาน : กลุ่มอำนวยการ สพท.สมุทรสาคร
พฤหัสบดี ที่ 29 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2553
เข้าชม : 2306
5 stars เฉลี่ย : 5 จาก 5 ครั้ง.


บริหารทั่วไป 5 อันดับล่าสุด

      OD : 5 S 4 / ต.ค. / 2553
      สื่อสารเพื่อพัฒนางาน 10 / ก.ย. / 2553
      ๑๘๓ เขตประถม ๔๒ เขตมัธยม เพื่อคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน 28 / ส.ค. / 2553
      ปัญหาการแต่งตั้งกรรมการ 16 / ส.ค. / 2553
      เขตพื้นที่ประถม-มัยมศึกษา มุ่งพัฒนาคุณภาพ 29 / ก.ค. / 2553


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์จัดการความรู้
สิทธิของสมาชิก สามารถบันทึกขุมความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และดาวน์โหลดได้
คลิกที่นี่สมัครสมาชิก
    
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร
2/3 หมู่ 8 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000
โทร 0-3482-6255 แฟกซ์ 0-3482-6253
e-mail : kittik_milk@hotmail.com , kittik_milki@yahoo.com