[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by KMOBECMAXSITE 1.2.1


ส่งเสริมการจัดการศึกษา
เรื่อง : การจัดการศึกษาให้แก่เด็กไร้สัญชาติ
บทความ



การจัดการศึกษาให้แก่เด็กไร้สัญชาติ

 

โดย...นายพงศ์เทพ   โตมาดี

 

 

 

ความเป็นมา

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 วรรคสอง ได้กำหนดไว้ว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง ถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรม จะกระทำมิได้”  ประกอบกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต่อรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2551 ข้อ 3 นโยบาย สังคมและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะนโยบายการศึกษา ข้อ 3.1.4 ได้กำหนดไว้ว่า “จัดให้ทุกคนมีโอกาส ได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาล ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาค และเป็นธรรมในโอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทั้งผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน” อีกทั้งประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การยูเนสโก และได้ร่วมลงนามให้สัตยาบัน รับรองอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ในอนุสัญญาดังกล่าว ข้อ 5 (ฉ) ว่าด้วย “สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (5) สิทธิในการได้รับการศึกษาและการฝึกอบรม” บนพื้นฐานของความเชื่อว่าการเลือกปฏิบัติระหว่างมนุษย์ที่มีความแตกต่าง ด้านเชื้อชาติ สีผิว และเผ่าพันธุ์กำเนิด เป็นอุปสรรประการหนึ่งต่อความสัมพันธ์ฉันมิตรและสันติภาพระหว่างชาติ รวมถึงปฏิบัติดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่สงบสุขและสวัสดิภาพในหมู่ชน รวมถึงความสมานฉันท์ระหว่างผู้ที่อาศัยใกล้เคียงข้างกันแม้แต่ภายในประเทศ

 

 

                สภาพปัญหา
                ปี พ.ศ.2518 ผลการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใน ลาว เวียดนามและกัมพูชา ทำให้มีชาวอินโดจีนเกือบ 800,000 คน ได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหาที่พักพิง รัฐบาลไทยในสมัยนั้นจึงได้มีมติ        เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2518 ให้จัดตั้งศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพ โดยมอบให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้ที่พำนักชั่วคราวระหว่างดำเนินกรรมวิธี    ส่งไปตั้งถิ่นฐานยังประเทศที่สาม จำนวน 705,114 คน และเดินทางกลับมาตุภูมิตามความสมัครใจ จำนวน 53,085 คน ต่อมาสถานการณ์ในอินโดจีนคลีคลายลง แต่เกิดปัญหาการสู้รบในประเทศพม่านับตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 ด้วยความขัดแย้งด้านการเมืองกลุ่มชาติพันธ์ ทำให้เกิดการสู้ระหว่างทหารของรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อยและได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเคลื่อนเข้าประชิดชายแดนไทย ในปี พ.ศ.2527 รัฐบาลไทย จึงได้อนุญาตให้ผุ้หนีภัยการสู้รบจากพม่า (ชาวกะเหยี่ยงเป็นกลุ่มแรก) เข้ามาพักพิงในพื้นที่พักพิงชั่วคราว
ปัจจุบันมีจำนวน 9 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่จังหวัดแม่ฮ่องสอน 4 แห่ง ตาก 3 แห่ง กาญจนบุรี 1 แห่ง และราชบุรี 1 แห่ง ในการนี้ได้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม เพียง 20,878 คน คิดเป็นร้อยละ 14 ของจำนวนทั้งหมด และยังอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงอีกประมาณ 140,000 คน จนถึงปัจจุบันที่หลบหนีเข้ามาพักอาศัยกับญาติโดยไม่เข้าไปในพื้นที่รองับ ประกอบกับภาคเอกชนประเทศไทยมีความต้องการแรงงานทำการเกษตร การประมง ในสถานประกอบการ และทำงานบ้าน จึงเป็นสาเหตุให้มีแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขายแรงงานเป็นจำนวนมากทั้งที่เข้ามาโดยถูกกฎหมายและหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในจำนวนนี้มีบุคคลต่างด้าวที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ที่ติดตาม บิดา-มารดา ผู้ปกครองเข้ามาขายแรงงานในประเทศไทย และมีบุตรที่เกิดในประเทศไทยระหว่างการทำงานไม่ต่ำกว่า ปีละ 5,000 คน ปัจจุบันมีบุคคลดังกล่าวไม่น้อยกว่า 100,000 คน
 
ประเทศไทยกับการจัดการศึกษาให้แก่บุคคลไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย
                                การสนับสนุนและเปิดโอกาสให้กับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทยได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงและออกหลักฐานการศึกษาให้เป็นเรื่องที่สมควรยิ่ง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งนี้เพราะเด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้จนได้รับหลักฐานทางการศึกษา สามารถนำไปประกอบอาชีพและดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติ มีความสุขเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไปแล้ว ยังรู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีไทยและใช้ภาษาไทยในการสื่อสารกับทางราชการ ไม่น่าจะส่งผลกระทบ        ต่อความมั่นคงของประเทศไทยมากนักแต่จะเป็นการสร้างจิตสำนึกความผูกพันและจงรักภักดีต่อ   ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2535 เห็นชอบให้จัดการศึกษา      แก่เด็กไม่มีสัญชาติ มีสาระสำคัญพอสรุปได้ดังนี้
1.             กำหนดพื้นที่เข้าเรียนในพื้นที่อาศัยและควบคุมของแต่ละกลุ่ม ได้แก่
1.1      ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่อาศัยและควบคุมไว้ที่จังหวัดตราดให้แปลงสัญชาติเป็นไทยได้
1.2      เนปาลอพยพ ที่อาศัยและควบคุมไว้ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
1.3      ญวนอพยพ ที่หลบหนีเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ระหว่างปี พ.ศ.2488-2489 และรวมถึงบุตรหลานด้วย ให้เรียนในพื้นที่ควบคุม 13 จังหวัด ได้แก่ 1) หนองคาย               2) อุดรธานี 3) สกลนคร 4) นครพนม 5) มุกดาหาร 6) อุบลราชธานี 7) ยโสธร 8) ปราจีนบุรี 9) สุราษฎร์ธานี 10) พัทลุง 11) อำนาจเจริญ 12) หนองบัวลำภู 13) สระแก้ว
1.4      บุตรอดีตทหารจีนคณะชาติ ได้แก่ผู้สืบสันดานที่เกิดในประเทศไทยแต่ถูกถอนสัญชาติ หรือไม่ได้รับสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 กำหนดพื้นที่ให้เรียน ใน 3 จังหวัด ได้แก่ 1) เชียงใหม่ เขตอำเภอฝาง แม่อาย เชียงดาว และกิ่งอำเภอเวียงแหง     2) เชียงราย เขตอำเภอแม่จัน เชียงแสน และเชียงของ 3) แม่ฮ่องสอน เขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และปาย
1.5      จีนฮ่ออพยพ ได้แก่ ผู้สืบสันดานที่เกิดในประเทศไทยแต่ถูกถอนสัญชาติหรือไม่ได้รับสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 33 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 กำหนดพื้นที่ให้เรียน ใน    9 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ ของ 3 จังหวัด ได้แก่ 1) เชียงใหม่ เขตอำเภอฝาง แม่อาย เชียงดาว และกิ่งอำเภอ     เวียงแหง 2) เชียงราย เขตอำเภอแม่จัน แม่สาย เชียงของ และแม่สรวย 3) แม่ฮ่องสอน เขตอำเภอ         เมืองแม่ฮ่องสอน และปาย
1.6      ผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยก่อนวันที่ 9 มีนาคม 259 และผ่อนพันให้อยู่ในประเทศชั่วคราว เพื่อรอการผลักดัน ให้ศึกษาในเขตพื้นที่           9 จังหวัด ได้แก่ 1) เชียงราย เขตอำเภอแม่จัน แม่สาย เชียงแสน และแม่สรวย 2) เชียงใหม่ เขตอำเภอ       แม่อาย ฝาง เชียงดาว และกิ่งอำเภอเวียงแหง 3) แม่ฮ่องสอน เขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ปาย ขุนยวน แม่ลาน้อย แม่สะเรียง และกิ่งอำเภอสบเมย 4) ตาก เขตอำเภอแม่สอด แม่ระมาด ท่าสองยาง และพบพระ 5) กาญจนบุรี เขตอำเภอเมืองกาญจนบุรี ทองผาภูมิ ไทยโยค สังขละบุรี และศรีสวัสดิ์ 6) ราชบุรี เขตอำเภอสวนผึ้ง 7) ประจวบคีรีขันธ์ เขตอำเภอทับสะแก และบางสะพาน 8) ชุมพร เขตอำเภอท่าแซะ 9) ระนอง เขตอำเภอเมืองระนอง กระบุรี กะเปอร์ และละอุ่น
2. ระดับการศึกษา
     2.1 ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ได้แก่
                - เด็กไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรที่จะยืนยันแสดงสัญชาติ วัน เดือน ปีเกิด และถิ่นที่อยู่อาศัย
                - บุตรชาวเขา
                - บุตรชาวลาว ที่มีหลักแหล่งอยู่ในประเทศไทย
                - ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา
                - เนปาลอพยพ
                - ญวนอพยพ (หากผู้รับการศึกษามีพฤติกรรมทางการเมืองที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จะไม่ออกหลักฐานการสำเร็จการศึกษาให้)
                - บุตรอดีตทหารจีนคณะชาติ
                - จีนฮ่ออพยพ
                - ผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2519
     2.2 ให้ศึกษาถึงระดับการศึกษาภาคบังคับ
                - ผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า หลังวันที่ 9 มีนาคม 2519
3. ในการนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วัน เดือน ปี เกิดในการรับนักเรียนนักศึกษา เข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2535
               
ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งมีสาระสำคัญพอสรุปได้ดังนี้
1. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วัน เดือน ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษา เข้ามาเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2535 ได้ใช้มาเป็นเวลานาน สมควรปรับปรุงข้อความให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน คือ
       1.1 ให้สถานศึกษาไม่ต้องลงรายงานด้วยหมึกแดงว่า “ไม่มีหลักฐานตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร” ไว้ในหลักฐานทางการศึกษาเฉพาะตัวของนักเรียนนักศึกษาเป็นรายบุคคล เพื่อป้องกันมิให้เป็นการแบ่งแยกให้เกิดความแตกต่างขึ้น
       1.2 ยกเลิกการกำหนดกลุ่มบุคคลทั้ง 9 กลุ่ม ในเอกสารท้ายระเบียบฯ 2535
2. ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเดิมเคยจำกัดไว้ให้เฉพาะบางกลุ่ม บางระดับการศึกษา เป็นเปิดกว้างให้ทุกคนที่อาศัยในประเทศสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่การศึกษา (ยกเว้นกลุ่มที่หลบหนีภัยจากการ     สู้รบ จัดให้เรียนได้ในพื้นที่) และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
       2.1 เร่งรัดให้สำนักงานสภาความมั่นคงดำเนินการตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548
       2.2 เร่งรัดให้กระทรวงมหาดไทยสำรวจจำนวนนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ใช้เป็นข้อมูลเลขประจำตัว 13 หลัก ให้แล้วเสร็จภายใน     2 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548
        2.3 ให้กระทรวงกลาโหมสำรวจสถานศึกษาที่ตั้งในหน่วยที่มีข้อจำกัดด้านการรักษาความปลอดภัย และมีผลกระทบต่อความมั่นคง เพื่อประสานงานกับกระทรวงศึกษาในการจัดนักเรียน นักศึกษาเข้าเรียนในสถานที่เหมาะสม
3 ให้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายรายหัวให้แก่สถานศึกษาที่จัดการศึกษา ให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในอัตราเดียวกับค่าใช้จ่ายรายหัวที่จัดสรรให้แก่เด็กไทย
 
การจัดการศึกษาให้เด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย
                สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ดำเนินการจัดการศึกษาให้กับบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงตามสิทธิ เพื่อให้นักเรียนเหล่านี้มีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย เสริมสร้างความมั่นคงของชาติในระยะยาวต่อไป โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานไว้ ดังนี้
                ก. การจัดการเรียนการสอนในพื้นที่พักพิงผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า
                              ตามที่ประเทศไทยได้อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่าเข้ามาอาศัยพักพิงในพื้นที่    พักพิงชั่วคราวเพื่อรอการผลักดันไปประเทศที่สาม หรือส่งกลับมาตุภูมิตามความสมัครใจ ตามหลักมนุษยธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 ปัจจุบันมีจำนวน 9 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 4 แห่ง ตาก 3 แห่ง กาญจนบุรี 1 แห่ง ซึ่งอยู่ในการดูแลของกระทรวงมหาดไทย ได้เลี้ยงดูและอำนวยการให้มีการจัดการศึกษาแก่ผู้หนีภัยฯ และบุตรหลาน โดยให้องค์การระหว่างประเทศและองค์กรพัฒนาเอกชนจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้มีการเรียนการสอนภาษาไทย ซึ่งคณะกรรมการควบคุมผู้หนีภัย   การสู้รบพม่าเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2548 ได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการจัดทำหลักสูตร เนื้อหาสาระ กระบวนการเรียนรู้การจัดการศึกษาให้แก่ผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว
                                สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งได้รับมอบหมาย การจัดเรียนการสอนภาษาไทย โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานและประชุมเชิงปฏิบัติการกำหนดกรอบหลักสูตร แล้วให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีพื้นที่พักพิงผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่าดำเนินการจัดทำหลักสูตร และทำการอบรมครูผู้สอนภาษาไทยให้แก่หน่วยงานที่จัดการศึกษาในพื้นที่พักพิง   ในระยะแรกองค์กรพัฒนาเอกชนที่จัดการเรียนการสอนในพื้นที่พักพิงฯ ได้จัดการเรียนการสอนภาษาไทยตั้งแต่ระดับชั้นที่ 3-10 แต่เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่พักพิงไม่สามรถออกหลักฐานทางการศึกษาให้ได้ เพราะหลักสูตรที่ใช้ยังไม่ได้รับอนุญาตจากประเทศใด จึงได้ให้ความร่วมมือองค์กรพัฒนาเอกชนจึงได้และสถาบันพัฒนาแห่งเอเชียนำหลักสูตรขั้นพื้นฐานของประเทศไทยไปจัดทำหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการดังกล่าว
                ข. การจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กต่างด้าวหรือผู้ไม่มีสัญชาติไทย
                1. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เข้าเรียนในสถานศึกษาของรัฐ และเอกชน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 โดยการเรียนการสอนใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อนักเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะได้รับวุฒิการศึกษาสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาซึ่งในปีการศึกษา 2551            มีโรงเรียนที่รับเด็กกลุ่มดังกล่าวประมาณ 1,516 โรง จำนวนนักเรียนประมาณ 207,983 คน (ข้อมูลวันที่     6 สิงหาคม 2552 หมายเหตุ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายังส่งไม่ครบ) การจัดรูปแบบการเรียนมี              2 ลักษณะ ได้แก่
                       1.1 การจัดให้เข้าเรียนร่วมกับเด็กไทยปกติ
       1.2 จัดร่วมกับองค์การกุศลเอกชนจัดเป็นห้องเรียนสาขา โดยองค์การกุศลเอกชนจะเป็นผู้จัดสถานที่  สนับสนุนครูผู้สอน สำนักงานเขตพื้นที่โดยสถานศึกษาเป็นโรงเรียนแม่จะสนับสนุนเครื่องแบบนักเรียน แบบเรียนให้กับนักเรียน จัดอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษา นิเทศ ติดตาม ประเมินผล และออกวุฒิทางการศึกษา
                2. ส่งเสริมให้ศูนย์การเรียนขององค์การกุศลเอกชนจัดตั้งเป็นสถานศึกษาเอกชน การจัดการเรียนการสอนสามารถใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งของไทย หรือของประเทศอื่นที่ได้รับการอนุญาตแล้ว เมื่อนักเรียนเรียนจบ ตามหลักสูตรจะได้รับวุฒิการศึกษาของโรงเรียนนั้นๆ
                3. ส่งเสริมให้องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO s) มาจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนของรัฐ (School with in school) โดยสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน และอยู่ภายในการกำกับดูแลของโรงเรียนรัฐแต่ให้ความยืดหยุ่นในเรื่องหลักสูตรและครู ในกรณีนี้ รัฐอาจจัดสรรงบประมาณต่อหัวทั้งหมดหรือบางส่วน และให้องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO s)

                4. ให้บุคคลหรือองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO s) จัดการเรียนการสอนในศูนย์การศึกษาคนต่างด้าว โดยได้จัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวมีกฎหมายรองรับสามารถดำเนินกิจการจัดการเรียนการสอน ทั้งในเรื่องหลักสูตรและครูผู้สอน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอร่างระเบียบดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา

นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร


ผู้เขียน : เกษณี ปละอุด
หน่วยงาน : กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา
พุธ ที่ 7 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2553
เข้าชม : 3392
3.5 stars เฉลี่ย : 3.5 จาก 4 ครั้ง.


ส่งเสริมการจัดการศึกษา 5 อันดับล่าสุด

      รายงานการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนโรงเรียนบ้านกันทรอมน้อย ด้วยวิธีการทำค่านิยมให้กระจ่าง โดยใช้ชุดพัฒนาความรับผิดชอบในการเรียน 27 / พ.ค. / 2554
      เผยแพร่ผลงานวิจัย รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โรงเรียนบ้านกันทรอมน้อย โดยใช้คู่มือพัฒนาความรับผิดชอบของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 และช่วงชั้นที่ 2 16 / มี.ค. / 2554
      จิตสาธารณะหรือจิตสำนึกสาธารณะ 13 / ก.ย. / 2553
      วิธีการสร้างเยาวชนให้เกิดจิตสาธารณะ 16 / ก.ค. / 2553
      จิตสาธารณะเพื่อสร้างสรรค์สังคม 8 / ก.ค. / 2553


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์จัดการความรู้
สิทธิของสมาชิก สามารถบันทึกขุมความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และดาวน์โหลดได้
คลิกที่นี่สมัครสมาชิก
    
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร
2/3 หมู่ 8 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000
โทร 0-3482-6255 แฟกซ์ 0-3482-6253
e-mail : kittik_milk@hotmail.com , kittik_milki@yahoo.com