[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by KMOBECMAXSITE 1.2.1


พัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ
เรื่อง : สื่อภาษาอังกฤษ
ความรู้จากการปฏิบัติงาน



 

วิธีการสอนภาษาอังกฤษ

               ปัจจุบันมีแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษหลายแนวคิด  แต่ละแนวคิดช่วยสร้างความคิดที่เป็นระบบให้แก่ครูผู้สอน  ช่วยให้ทราบการวิเคราะห์  สังเคราะห์หรือกรอบในการพัฒนามโนทัศน์เกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ  แนวคิดเหล่านี้ช่วยครูผู้สอนตัดสินใจวางแผนการจัดการเรียนการสอน  การเลือกกิจกรรมประกอบการเรียนการสอน การเลือกสื่อการเรียนรู้

ในที่นี้นำแนวคิดในการสอนภาษาอังกฤษมาเสนอดังนี้

1.     หลักสูตรภาษาอังกฤษที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Learner-Centered Language Curriculum)

                   หลักสูตรภาษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ในการใช้ภาษา (Language Use)  และรู้จักกระบวนการเรียนรู้ภาษา(Language Learning Process) ตามความต้องการและความสนใจของผู้เรียนในรูปแบบการเรียนรู้ในห้องเรียน (Information instruction Manner) และการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Manner)

                   การพัฒนาหลักสูตรภาษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  มี 3 ขั้นตอน  ดังนี้

                   1.     ขั้นวางแผน (Planning)  ประกอบด้วย

                           1.1  การวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน

                           1.2  การตั้งเป้าหมายและจุดประสงค์ของรายวิชา

                           1.3  การเลือกเนื้อหา  ต้องเลือกเนื้อหาที่ครอบคลุมทั้งส่วนที่เป็นทักษะทางภาษา (Language Skills) และทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills)  โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

                                   1.3.1    ด้านทักษะทางภาษา

                                                -  ให้ผู้เรียนเข้าใจและเห็นประโยชน์ของสิ่งที่จะเรียนและมีส่วนร่วมใน
                                                    การเลือกเนื้อหา
              

                                                -  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติและฝึกใช้ทักษะความรู้ที่จะนำไปสู่
                                                    เป้าหมายที่วางไว้

                                                -  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองในฐานะผู้เรียน
                                                    ภาษา

                                                -  กิจกรรมที่จัดให้ต้องสัมพันธ์กับความต้องการในชีวิตจริงของผู้เรียน

                                                -  เน้นให้ผู้เรียนฝึกทักษะและกระบวนการทางภาษาทีละน้อย ในลักษณะ
                                                    ที่ค่อยเป็นค่อยไป

                                   1.3.2    ด้านทักษะการเรียนรู้

                                                -  เอื้อให้ผู้เรียนใช้กลยุทธ์ในการเรียนภาษาที่มีประสิทธิภาพ

                                                -  ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักวิธีเรียนที่ตนพอใจ

                                                -  ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะที่ช่วยให้เรียนตามหลักสูตรได้อย่าง
                                                    ราบรื่น

                                                -  ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักวางจุดมุ่งหมายในการเรียนของตน

                                                -  ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักกำหนดเป้าหมายที่ต้องการและช่วงเวลาที่จะ
                                                    บรรลุเป้าหมาย

                                                -  ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะในการประเมินตนเอง

                           1.4  การสร้างกิจกรรมสำหรับการเรียนการสอน  กิจกรรมควรจะเป็นทั้งกิจกรรม
เพื่อฝึกให้ผู้เรียนมีความรู้ด้านภาษา
(Linguistic Exercises) และกิจกรรมทางการสื่อสาร (Communicative Tasks)  ในรูปแบบที่หลากหลาย  เช่น           

                                   1.4.1    การแสดงบทบาทสมมติ (Role-Play)

                                   1.4.2    การใช้สถานการณ์จำลอง (Simulation)

                                   1.4.3    การเรียนรู้จากโครงงาน (Project-Based Learning)

                                   1.4.4    การเรียนแบบสืบสวนสอบสวน (Inquiry Method)

                                   1.4.5    การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning)

                                   1.4.6    การเรียนแบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning)

                                   1.4.7    การเรียนแบบสร้างความรู้ (Constructivism Learning)

                                   1.4.8    กิจกรรมการแก้ปัญหา (Problem-solving Activities)

                           1.5  การสร้างแบบทดสอบ

                   2.     ขั้นดำเนินการ (Implementation)  ประเด็นที่ควรพิจารณา  ได้แก่

                           2.1  วิธีการสอน  การจัดกิจกรรมการสอนภาษาโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communicative Approach)

                           2.2  แหล่งความรู้  ควรเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน  และเป็นไปเพื่อสนองความต้องการของผู้เรียนในลักษณะที่เป็นสื่อผสมเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน                              

                   3.     ขั้นการวัดและประเมินผล  (Evaluation)  ควรมีการประเมินทั้งรายวิชาและ                  การจัดการเรียนการสอน คือ

                           3.1  การประเมินผลรายวิชา (Course Evaluation)  เป็นการประเมินเพื่อศึกษาประสิทธิผลของแต่ละวิชาว่าบรรลุจุดหมายของรายวิชานั้นหรือไม่  ซึ่งการประเมินอาจประเมินโดยวิธีการต่อไปนี้

                                   3.1.1    วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน

                                   3.1.2    เปรียบเทียบผลการประเมินก่อนและหลังของวิชานั้น ๆ ในด้านความรู้
                                                ทักษะและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ประเมินโดยใช้แบบสอบถาม
                                                สอบถามความคิดเห็น ความพึงพอใจจากผู้เรียน

                           3.2  การประเมินผลการจัดการเรียนการสอน  ดังนี้

                                   3.2.1    จุดประสงค์ของการประเมินผล  ควรเป็นไปเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้า
                                                ของผู้เรียนในการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้และผลการสอนของครู

                                   3.2.2    ใช้วิธีการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย เช่น การทดสอบ การสอบถาม
                                                 การสังเกต การสัมภาษณ์ การประเมินตนเอง การบันทึกการเรียนรู้
                                                แฟ้มสะสมงาน

                                   3.2.3    ควรมีการประเมินพฤติกรรมการเรียน การมีส่วนร่วมและความประพฤติ
                                                ของผู้เรียน

                                   3.2.4    การวัดและประเมินผล  ควรดำเนินการควบคู่ไปกับการเรียนการสอนเป็น
                                                ระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง

2.     การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร(Communication Language Teaching)

                   ความหมาย

                   การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communication Language Teaching) เป็นการจัด
การเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้ซึ่งมุ่งเน้นความสำคัญของผู้เรียน  จัดลำดับการเรียนรู้
เป็นขั้นตอนตามกระบวนการใช้ความคิดของผู้เรียน  โดยเริ่มจากการฟังไปสู่การพูด การอ่าน
การจับใจความสำคัญ ทำความเข้าใจ จดจำแล้วนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้

                   ความสำคัญ

                   กลุ่มนักจิตวิทยาการเรียนรู้เชื่อว่า  ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดในการเรียน ผู้เรียนจะสามารถเรียนได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความเข้าใจเป็นสำคัญ  เขาจะเรียนได้ดีถ้าเข้าใจจุดประสงค์ของการเรียน เห็นประโยชน์ในการนำสิ่งที่เรียนไปใช้ โดยสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนไปแล้วให้เข้ากับสิ่งที่กำลังเรียนอยู่และสิ่งที่จะช่วยให้เรียนภาษาต่างประเทศได้ดี  ต้องเข้าใจหลักภาษาที่ใช้ใน
การวางรูปประโยคด้วย

                   การสื่อสารจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถใช้ประโยคได้หลายชนิดในโอกาสต่าง ๆ กัน เช่น  การอธิบาย  การแนะนำ  การถาม-ตอบ  การขอร้อง  การออกคำสั่ง  เป็นต้น  ความรู้ในการแต่งประโยคเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า  ความรู้ความเข้าใจภาษาเท่านั้น  แต่ถ้าจะให้เกิดประโยชน์จะต้องสามารถนำความรู้ไปใช้เป็นปกติวิสัยได้ตามโอกาสต่าง ๆ ของการสื่อสาร

                   แนวทางการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร

                   แนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารตามคำจำกัดความที่  ดักกลาส  บราวน์ (H. Dougla Brown,  1993)  เสนอไว้ มี 4 ลักษณะ ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ดังนี้

                   1.     เป้าหมายของการสอนเน้นไปที่องค์ประกอบทั้งหมดของทักษะการสื่อสารและ
ไม่จำกัดอยู่ภายในกรอบของเนื้อหาภาษาหรือไวยากรณ์

                   2.     เทคนิคทางภาษาได้รับการออกแบบมาเพื่อนำผู้เรียนไปสู่การใช้ภาษาอย่างแท้จริงตามหน้าที่ภาษาและปฏิบัติจริงโดยมีจุดมุ่งหมายในการพูด  รูปแบบโครงสร้างภาษามิใช่
เป้าหมายหลัก  แต่ตัวรูปแบบเฉพาะของภาษาต่างหากที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารจนสำเร็จตามเป้าหมาย

                   3.     ความคล่องแคล่วและความถูกต้อง  เป็นหลักการเสริมที่อยู่ภายใต้เทคนิคการสื่อสาร

                   4.     ผู้เรียนต้องใช้ภาษาอย่างเข้าใจและสร้างสรรค์ภายในบริบทที่ไม่เคยฝึกมาก่อน

P2 Practice

                   จากแนวคิดดังกล่าว  ทำให้เกิดแนวคิดที่ว่าควรนำเสนอภาษาใหม่ในรูปแบบภาษาที่พบในสถานการณ์จริง  เพื่อนำไปสู่การสอนคำศัพท์ โครงสร้าง การออกเสียง มีการฝึกฝนจนเกิด
ความเข้าใจในเนื้อหา โครงสร้าง สามารถใช้ได้ถูกต้อง  แล้วจึงนำความรู้ที่ได้ไปฝึกใช้ในสถานการณ์จริง  ดังแผนผัง

Implicit

P1 Presentation

P3 Production

Phonetic Drill

Grammatical Drilll

Language

Speech

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

ผังขั้นตอนการสอนภาษาเพื่อสื่อสาร (Teaching Stage)

                   ขั้นตอนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร

                   1.     การนำเสนอเนื้อหา (Presentation)  จัดเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นหนึ่ง  ในขั้นนี้ครูจะให้ข้อมูลทางภาษาแก่ผู้เรียน  ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นการเรียนรู้ มีการนำเสนอเนื้อหาใหม่โดยจะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและรูปแบบภาษาที่ใช้กันจริงโดยทั่วไป  รวมทั้งวิธีการใช้ภาษาไม่ว่าจะเป็นด้านการออกเสียง ความหมาย คำศัพท์และโครงสร้างไวยากรณ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้กฎเกณฑ์

                   2.     ขั้นการฝึกปฏิบัติ (Practice)  เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาที่เพิ่งจะเรียนรู้ใหม่จากขั้นการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะของการฝึกควบคุมหรือชี้นำ (Controlled Practice Directed Activities)  โดยมีผู้สอนเป็นผู้นำในการฝึกไปสู่การฝึกแบบค่อย ๆ ปล่อยให้ทำเองมากขึ้น เป็นแบบกึ่งควบคุม (Semi-Controlled)  การฝึกในขั้นนี้มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนจดจำรูปแบบของภาษาได้ จึงเน้นที่ความถูกต้องของภาษาเป็นหลัก  แต่ก็มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและวิธีการใช้รูปแบบภาษานั้น ๆ ด้วยเช่นกัน  ในการฝึกครูผู้สอนจะเริ่มจาก
การฝึกปากเปล่า
(oral)
ซึ่งเป็นการพูดตามแบบง่าย ๆ ก่อน  จนได้รูปแบบภาษาแล้วค่อยเปลี่ยนสถานการณ์ไป  สถานการณ์เหล่านี้จะเป็นสถานการณ์ที่สร้างขึ้นภายในห้องเรียน เพื่อฝึกการใช้โครงสร้างประโยคตามบทเรียน  ทั้งนี้ครูผู้สอนต้องให้ข้อมูลป้อนกลับด้วย เพื่อให้ผู้เรียนรู้ว่าตนเองใช้ภาษาถูกต้องหรือไม่  นอกจากนี้อาจตรวจสอบความเข้าใจด้านความหมายได้ (ไม่ควรใช้เวลา
มากนัก)  ต่อจากนั้นจึงให้ฝึกด้วยการเขียน (
Written)  เพื่อเป็นการผนึกความแม่นยำในการใช้

                   3.     ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร  (Production)  การฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารเปรียบเสมือนการถ่ายโอนการเรียนรู้ภาษาจากสถานการณ์ในชั้นเรียนไปสู่การนำภาษาไปใช้จริงนอกชั้นเรียน  การฝึกใช้ภาษาเพื่อสื่อสารโดยทั่วไป มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้ลองใช้ภาษาในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จำลองจากสถานการณ์จริง หรือที่เป็นสถานการณ์จริงด้วย  โดยครูผู้สอนเป็นเพียงผู้แนะแนวทางเท่านั้น  วิธีการฝึกมักฝึกในรูปแบบของการจัดกิจกรรมแบบต่าง ๆ โดยครูผู้สอนเป็นเพียงผู้กำหนดภาระงาน หรือสถานการณ์ต่าง ๆ

3.     การสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ(Language for Specific Purpose)

                   การสอนภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ  เป็นการสอนโดยใช้ภาษาเป็นเครื่องมือเพื่อรับรู้ศาสตร์นั้น ๆ ทั้งด้านวิชาการและด้านอาชีพ เช่น ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว  ภาษาอังกฤษเพื่องานเลขานุการ  ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ  ภาษาอังกฤษการโรงแรม  ในการเรียนภาษามิใช่เป็นเพียงการเรียนเฉพาะตัวเนื้อหาภาษา แต่ใช้ภาษาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงและบูรณาการในศาสตร์อื่น ๆ ผู้เรียนมีแรงจูงใจและปัจจัยภายนอกที่บังคับให้เรียน  การจัดสร้างหลักสูตรการสอนภาษาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

                   1.     ศึกษาต้นเหตุความจำเป็น ความเหมาะสมและความต้องการของสังคมว่ามี
ความต้องการภาษาเฉพาะในด้านใดบ้าง  ศึกษานโยบายการศึกษาของชาติ เพื่อที่จะได้จัดการสอนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง
          

                   2.     วิเคราะห์ลักษณะงานการใช้ภาษาในแต่ละอาชีพ เช่น ด้านเลขานุการมี
ความจำเป็นต้องใช้ภาษาในขอบข่ายใดบ้างและใช้ภาษาที่งานใด ในลักษณะใด

                   3.     กำหนดระดับความสามารถของภาษาในทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็น เช่น ภาษาที่ใช้ด้านการท่องเที่ยวย่อมใช้ทักษะการฟัง พูดมากกว่าอ่าน เขียน

                   4.     วิเคราะห์คำและกลุ่มคำใดบ้าง  ที่ต้องใช้ในแต่ละประเภทของภาษาเฉพาะด้าน

4.     การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ(Integrate Learning)

                   การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ คือ ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้วิธีการ
ตั้งคำถาม
(Question)  และกระบวนการแก้ปัญหา (Problem Solving)
  มาเป็นตัวนำกระบวนการแสวงหาความรู้และทักษะ  โดยไม่ยึดติดในโครงสร้างของสาขาวิชาต่าง ๆ ทางด้านวิชาการ
เพื่อประโยชน์ในการจัดหลักสูตรและจัดการเรียนการสอน

                   ประโยชน์ของการเรียนรู้แบบบูรณาการ

                   1.     เปิดโอกาสให้ครูผู้สอนทุกวิชาได้ทำงานร่วมกัน หรือร่วมมือกันบูรณาการความรู้

                   2.     ช่วยให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าในการนำความรู้ที่เรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

                   3.     ช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้ ความเข้าใจในลักษณะองค์รวม ภาพรวม มองเห็น
ความเชื่อมโยงของมวลความรู้และประสบการณ์

                   4.     ช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว

                   5.     ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีจุดหมายและมีความหมาย

                   6.     เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทำงานเป็นกลุ่ม สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน

                   7.     พัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างไม่จำกัด

                   8.     ช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้ชุมชนเป็นแหล่งวิทยากร  และร่วมพัฒนาชุมชนได้อย่างเหมาะสม

                   9.     ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้วิธีการเรียนรู้ตลอดชีวิต

                   ลักษณะการเรียนรู้แบบบูรณาการ

                   1.     บูรณาการระหว่างความรู้และกระบวนการเรียนรู้

                   2.     บูรณาการระหว่างพัฒนาการทางความรู้และพัฒนาการทางจิตใจ

                   3.     บูรณาการระหว่างความรู้และการกระทำ

                   4.     บูรณาการระหว่างสิ่งที่เรียนในโรงเรียนกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

                   5.     บูรณาการระหว่างวิชาต่าง ๆ

                   การวางแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ  มี 2 วิธี คือ

                   1.     การเลือกแก่นสาระ (Theme)  จากประเด็นแนวความคิดหรือปัญหาแล้วนำหัวข้อ เนื้อหาจากกลุ่มวิชาต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มาสัมพันธ์กันและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการ

                   2.     การนำมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นของกลุ่มวิชาต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันมาสร้างเป็น
แก่นสาระ
(Theme)  แล้วสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการ  ซึ่งมี 3 ขั้นตอน คือ

                           2.1  เลือกมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น (Benchmark) ของวิชาต่าง ๆ ที่จะนำมา
บูรณาการ  โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันระหว่างวิชาและการเสริมการเรียนรู้
ซึ่งกันและกันกำหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้

                           2.2  จากจุดประสงค์การเรียนรู้ที่เลือกมา  ให้ตั้งคำถามต่าง ๆ ที่เป็นคำถามคิดวิเคราะห์  และสามารถนำไปสู่การเรียนรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น ๆ

                           2.3  กำหนดผลงานของผู้เรียนให้ชัดเจน

 

5.     การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning)

                   การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง  การจัดการเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ส่งเสริมผู้เรียนให้ทำงานร่วมกันเพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด  หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้          ที่เหมาะสมตามสภาพวัฒนธรรม นั่นคือให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในลักษณะเป็นประชาธิปไตยและมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

                   การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือจะมีประสิทธิภาพ  มีแนวทางสำคัญ 5 ประการคือ

                   1.     การพึ่งพาอาศัยกันในทางที่ดี (Positive Interdependence)  สมาชิกทุกคนมีหน้าที่และความสำคัญเท่ากัน  รู้หน้าที่ของตนและรับผิดชอบในกิจกรรมต่างๆ เสมอกัน  ทุกคนตระหนักดีว่าความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับสมาชิกแต่ละคน

                   2.     การสร้างทีมงาน (Team Formation)  การพึ่งพาอาศัยกันและกันชี้ให้เห็นว่า ต้องมี
การจัดกลุ่มขึ้นเพื่อทำกิจกรรม  ผู้เรียนสามารถจัดกลุ่มกันเองได้  หรือครูผู้สอนเป็นผู้จัดกลุ่มให้ผู้เรียนก็ได้

                   3.     ความรับผิดชอบ (Accountability)  ความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการเรียนแบบร่วมมือ  เพื่อให้ประสบความสำเร็จ  ผู้เรียนได้รับมอบหมายความรับผิดชอบเป็นรายบุคคลให้คะแนนหรือจัดลำดับงานส่วนที่รับผิดชอบในโครงการกลุ่ม หรือตามกฎที่ว่าจะยังทำกิจกรรมในกลุ่มทุกคนจนกว่างานจะเสร็จ

                   4.     ทักษะทางสังคม (Social Skill)  ทักษะในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รวมทั้งการสื่อความหมาย การช่วยสอนและการแก้ปัญหาความขัดแย้ง  ช่วยให้รู้จักการจัดการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                   5.     โครงสร้างการเรียนรู้และวิธีการจัดโครงสร้าง (Structures and Structuring)  เป็นกรอบวิธีการจัดการเรียนรู้ที่อิสระจากเนื้อหา (Content-Free) สำหรับใช้ในการจัดลำดับพฤติกรรมในห้องเรียน ในการจัดให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับเนื้อหาและระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน โครงสร้างการเรียนรู้จะบรรยายลำดับวิธีการต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะเปิดปฏิสัมพันธ์ต่อกัน

                   ตัวอย่างโครงสร้างการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ

                   1.     คิดและคุยกัน (Think-Pairs-Share)  เพื่อนเรียน (Partners) และผลัดกันพูด (Say and Switch)  ทั้ง 3 รูปแบบเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่คล้ายคลึงกัน คือให้ผู้เรียนจับคู่กันในการตอบคำถาม อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นหรือสถานการณ์ หรือทำความเข้าใจเนื้อหาที่เป็นความคิดรวบยอดที่กำหนดให้

                   2.     กิจกรรมโต๊ะกลม (Roundtable หรือ Round robin)  เป็นรูปแบบการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนที่ผู้เรียนมีจำนวนมากกว่า 2 คนขึ้นไปและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนในกลุ่มเล่าหรือเขียนความคิดเห็นของตน เล่าประสบการณ์ ความรู้ สิ่งที่ตนกำลังศึกษา หรือสิ่งที่กำหนดให้

                   3.     คู่ตรวจสอบ (Pairs Check)  มุมสนทนา (Confers) ร่วมกันคิด (Numbered Heads Together)  เป็นรูปแบบการสอนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ  เป็นการจัดการเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลุ่มละ 4-6 คน  โดยผู้เรียนในแต่ละกลุ่มต้องคละเพศและความสามารถให้ช่วยกันตอบคำถาม แก้โจทย์ปัญหา หรือทำแบบฝึกหัด  เมื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มย่อยสามารถตอบปัญหาหรือแก้โจทย์ปัญหาได้แล้ว ก็เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยน หรือตรวจสอบคำตอบกับผู้เรียนในกลุ่มอื่น  หรือครูผู้สอนอาจสุ่มเรียกผู้เรียนให้ตอบ

                   4.     การสัมภาษณ์แบบสามขั้นตอน (Three – Steps Interview)  เป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับกลุ่มย่อยที่มีสมาชิก 3-4 คน  มีขั้นตอนดังนี้

                           4.1  ผู้เรียนจับกลุ่มกัน  ในกรณีที่กลุ่มมีสมาชิก 3 คน ให้คนที่ 1 เป็นผู้สัมภาษณ์
โดยถามคำถามที่ครูผู้สอนตั้ง หรือผู้เรียนเป็นผู้ตั้งเอง  ผู้เรียนคนที่ 2 เป็นผู้ตอบ และผู้เรียนคนที่ 3 เป็นผู้จดประเด็นอภิปราย หรือแสดงความคิดเห็น  ในกรณีที่กลุ่มมีสมาชิก 4 คน ให้สมาชิกภายในกลุ่มจับคู่กันเป็น 2 คู่  โดยมีการสัมภาษณ์และตอบคำถามไปพร้อม ๆ กัน ทั้ง 2 คู่  ผู้เรียนคนที่เป็น
ผู้ตั้งคำถามจะเป็นผู้จดประเด็นอภิปราย หรือความคิดเห็นในขณะที่ผู้เรียนอีกคนหนึ่งตอบ

                           4.2  หลังจากการสัมภาษณ์ หรืออภิปรายตามหัวข้อจบเรื่องหนึ่ง  ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะสลับบทบาทกันในการสัมภาษณ์ หรือสนทนาหัวข้ออื่น ๆ

                           4.3  เมื่อการสัมภาษณ์ หรืออภิปรายครบทุกหัวข้อแล้ว  ผู้เรียนแต่ละกลุ่มย่อยผลัดกันเล่าสิ่งที่ตนได้รู้ให้กลุ่มทราบ

                   5.     เทคนิค STAD (Student Teama Achievement Division)  เป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สมาชิกในกลุ่ม 4 คน มีระดับสติปัญญาต่างกัน เช่น เก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คนและอ่อน 1คน  ครูผู้สอนกำหนดบทเรียนและการทำงานกลุ่มแล้วจึงสอนบทเรียนให้ผู้เรียนทั้งชั้น จากนั้นให้กลุ่มทำงานตามที่กำหนด  ผู้เรียนในกลุ่มช่วยเหลือกัน เด็กเก่งช่วยการตรวจสอบงานเพื่อให้ถูกต้องก่อนนำส่งครูผู้สอน  การสอบต่างคนต่างทำข้อสอบแล้วเอาคะแนนของทุกคนมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม  ครูผู้สอนจัดลำดับคะแนนของทุกกลุ่มแล้วปิดประกาศให้ทุกคนทราบ

                   6.     เทคนิค TGT (Team – Games Tournament)  เป็นการจัดกลุ่มเช่นเดียวกับ STAD แต่ไม่มีการสอบทุกสัปดาห์  แต่ละทีมที่มีความสามารถเท่าเทียมกันจะแข่งขันกันตอบปัญหา มีการจัดกลุ่มใหม่ทุกสัปดาห์ โดยพิจารณาจากความสามารถของแต่ละบุคคล

                   7.     เทคนิค TAI (Team – Assisted Individualization)  เป็นการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนที่สมาชิกของกลุ่ม 4 คน มีระดับความรู้ต่างกัน ครูผู้สอนเรียกผู้เรียนที่มีระดับความรู้เดียวกันของแต่ละกลุ่มมาสอน ความยากง่ายของเนื้อหาที่สอนแตกต่างกัน ทุกคนสอบโดยไม่มี
การช่วยเหลือกัน มีการให้รางวัลทีมที่ทำคะแนนได้ดีกว่าเดิม

                   8.     เทคนิค CIRC (Cooperative – Integrated Reading and Composition)  ใช้สำหรับ
การอ่าน เขียนและทักษะอื่น ๆ ทางภาษา  สมาชิกในกลุ่ม 4 คน มีความรู้เท่ากัน 2 คน อีก 2 คน
ก็เท่ากัน แต่ระดับความรู้ต่างกันจาก 2 คนแรก  ครูผู้สอนเรียกคู่ที่มีความรู้เท่ากันจากทุกกลุ่มมาสอนให้กลับเข้ากลุ่มแล้วเรียกคู่ถัดไปจากทุกกลุ่มมาสอน  คะแนนของกลุ่มพิจารณาจากคะแนนสอบของสมาชิกกลุ่มเป็นรายบุคคล

                   9.     เทคนิค Jigsaw  เป็นกิจกรรมที่ครูผู้สอนมอบหมายให้สมาชิกในกลุ่มแต่ละกลุ่มศึกษาเนื้อหาที่กำหนดให้  สมาชิกแต่ละคนจะถูกกำหนดโดยกลุ่มให้ศึกษาเนื้อหาคนละตอนที่แตกต่างกัน  ผู้เรียนจะไปทำงานร่วมกับสมาชิกกลุ่มอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเนื้อหาที่เหมือนกัน  หลังจากที่ในกลุ่มฟังโดยเรียงลำดับเรื่องราวเสร็จแล้วให้สมาชิกในกลุ่มคนใดคนหนึ่งสรุปเนื้อหาของสมาชิกทุกคนเข้าด้วยกัน  ครูผู้สอนอาจเตรียมข้อสอบเกี่ยวกับบทเรียนนั้นไว้ทดสอบความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนในช่วงสุดท้ายของการเรียน

                   ประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ

                   1.     สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิก เพราะทุก ๆ คนร่วมมือกันในการทำงานกลุ่ม ทุก  ๆ คนมีส่วนร่วมเท่าเทียมกัน  ทำให้เกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียน

                   2.     ส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนมีโอกาสคิด พูด แสดงออก แสดงความคิดเห็น ลงมือกระทำอย่างเท่าเทียมกัน

                   3.     ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

                   4.     ทำให้รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การร่วมกันคิด  การระดมความคิด นำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด

                   5.     ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

6.     การจัดการเรียนรู้ภาษาโดยใช้เนื้อหาเป็นสื่อ (Content – Based Instruction)

                   การจัดการเรียนการสอนภาษาโดยใช้เนื้อหาเป็นสื่อ หมายถึง  การสอนภาษาที่นำเนื้อหาวิชาต่าง ๆ มาบูรณาการกับจุดหมายของการสอนภาษา  ผู้เรียนใช้ภาษาเป็นเครื่องมือใน
การเรียนรู้และในขณะเดียวกันก็พัฒนาการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารไปด้วย  ดังนั้น การคัดเลือกเนื้อหาที่นำมาให้ผู้เรียนได้เรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง  เพราะเนื้อหาที่คัดเลือกมาจะต้องเอื้อ
ต่อการบูรณาการการสอนทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่านและเขียน  นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้เรียนมี
การคิดวิเคราะห์ สามารถตีความ ประเมินข้อมูลของเรื่องและพัฒนาการเขียนเชิงวิชาการที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ภาษาในลักษณะองค์รวม
(Whole Language Learning)

                   จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นเนื้อหาไปใช้  มีขั้นตอนดังนี้

                   1.     การเลือกแก่นสาระ (Selecting the Theme)  ครูผู้สอนจะต้องเลือกหัวเรื่อง (Topic) 
ที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงและเลือกหัวเรื่องย่อย
(Sub-Topic) ที่สัมพันธ์กัน  นอกจากนี้ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงความต้องการและความสนใจของผู้เรียน  ครูผู้สอนสามารถเลือกเรื่องที่จะสอนจากรายวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตร

                   2.     การเลือกสื่อการสอนหรือบทเรียน  (Selecting the Material or the Text)  เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด  เพราะครูผู้สอนจะต้องหาบทเรียนในกรอบเนื้อหาที่คาดว่าผู้เรียนสนใจ ทั้งจะต้องฝึกให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดในระดับสูง เช่น สามารถตีความ หรือสังเคราะห์ข้อมูล  หรือแยกประเด็นที่เป็นความเห็นจากข้อเท็จจริง  สามารถเห็นภาพตามคำบรรยาย  สามารถระบุความเป็นเหตุเป็นผลโดยใช้โครงสร้างของภาษา ในการเลือกบทเรียนที่จะใช้สอน  อาจใช้แนวทางดังนี้

                           2.1  เนื้อหาของบทเรียนเป็นเรื่องจริง (Content Authenticity) ทันสมัย มีข้อมูล                มากพอที่จะให้ผู้เรียนฝึกทักษะการอ่าน เขียน ฟังและพูดได้

                           2.2  ภาระงานที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง (Task Authenticity)  เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา กิจกรรม เปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์

                           2.3  ระดับความสนใจ (Interest Level)  เนื้อหาในการเรียนสอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน

                           2.4  ระดับความยากง่าย (Difficulty Level)  บทเรียนยากง่ายเหมาะกับระดับของผู้เรียน บทเรียนให้ข้อมูลเพียงพอและความยาวพอเหมาะ

                           2.5  เนื้อหาเข้าใจได้ง่าย  (Accessibility)  ผู้เรียนจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานก่อนอ่านบทเรียนและสามารถเข้าใจประเด็นทางวัฒนธรรม การเรียบเรียงเนื้อหาตลอดจนสำนวนภาษาเหมาะสม

                           2.6  บทเรียนหาได้ง่าย (Availability)  ครูผู้สอนสามารถหาบทเรียนได้ในท้องถิ่นของตน

                           2.7  รูปแบบของบทเรียน (Packaging)  น่าสนใจ การจัดหน้า ตัวพิมพ์ ภาพ สีสัน ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจข้อความได้ง่ายขึ้น

                           2.8  บทเรียนยืดหยุ่นได้ (Flexibility)  บทเรียนเหมาะที่จะใช้สอนแบบทักษะสัมพันธ์ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย  และเอื้อต่อผู้เรียนที่มีวิธีการเรียนรู้ต่างกัน

                           2.9  แหล่งเนื้อหา (Source)  บทเรียนมาจากแหล่งเนื้อหาที่มีรูปแบบที่หลากหลาย

                           2.10 ส่วนเสริมบทเรียน (Textual Aids) เช่น คำอธิบายศัพท์ คำถามให้ค้นคว้าเพิ่มเติม ดัชนีคำช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจและจำเนื้อหาที่เรียนได้

                           2.11 สื่อการสอนเสริม (Supporting Materials)  อาจมีคู่มือครู เฉลยคำตอบ หรือแบบฝึกหัดเสริม

                   3.     การสร้างแผนภูมิแสดงเครือข่าย (Web)

                           หลังจากเลือกเนื้อหาแล้วจึงกำหนดหัวเรื่อง (Topic) และหัวเรื่องย่อย (Sub-Topic0 เพื่อเจาะลึกเนื้อหา  โดยให้มีความต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน  ตลอดจนสอดคล้องกับเนื้อหาวิชาอื่นในหลักสูตร  จากเนื้อหาในแต่ละหัวเรื่อง ผู้เรียนจะได้รู้ข้อมูลใหม่พร้อมกับพัฒนาทักษะทางภาษา รวมทั้งฝึกกลวิธีการเรียนและพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ไปพร้อมกัน  ฉะนั้นครูผู้สอนควรเลือกหัวเรื่องที่น่าสนใจ  เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของผู้เรียน  และมีรูปแบบภาษาหลากหลาย

                   4.     การเตรียมกิจกรรมการเรียนการสอน (Developing the Insturction Tasks and Activities)  ครูผู้สอนจะวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อจะประเมินว่า ผู้เรียนจะต้องมีความรู้เบื้องต้นอะไรบ้าง ก่อนที่จะอ่านบทเรียน หรือทำกิจกรรม  หลังจากนั้นจึงเตรียมกิจกรรมจากเนื้อหาเพื่อสอนศัพท์และโครงสร้างทางภาษา วิธีเรียบเรียงเนื้อความ กลวิธีการเรียน ทักษะการเรียนและฝึกการสื่อความหมายในรูปแบบปฏิสัมพันธ์ (Interaction)  กิจกรรมที่ผู้เรียนทำเป็นการฝึกให้สามารถสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิพากษ์วิจารณ์  การพูดและการเขียนเรื่องเกี่ยวกับบทเรียน กิจกรรมแต่ละขั้นตอนต้องสัมพันธ์และเสริมสร้างซึ่งกันและกัน

 

 

7.     การสอนแบบองค์รวม  (Whole Language Approach)

                   การสอนแบบองค์รวมเป็นการเรียนรู้ภาษาแบบองค์รวม  เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้เกิด
การเรียนรู้แบบองค์รวม  โดยไม่แยกภาษาเป็นส่วน ๆ และไม่เน้นเฉพาะทักษะใดทักษะหนึ่ง

                   การสอนแบบองค์รวม การพัฒนาภาษาพูดและการอ่านออกเสียง  มีเงื่อนไขสำคัญใน
การเรียนรู้  ดังนี้                      

                   1.     การนำเข้าสู่บทเรียน (Immersion)  ควรจัดสภาพแวดล้อมทางภาษาที่แตกต่างและหลากหลายให้ผู้เรียนใช้ภาษาที่มีความหมาย มีจุดมุ่งหมายและเป็นองค์รวม

                   2.     การสาธิต หรือการทำแบบจำลอง (Demonstration or Modeling)  ควรปล่อยให้ผู้เรียนได้อยู่กับคนอื่น ๆ ที่ใช้ภาษาในวิธีการต่าง ๆ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

                   3.     ความคาดหวัง (Expectation)  คาดหวังว่าผู้เรียนจะเรียนรู้วิธีการพูดและการตอบโต้ที่สอดคล้องกัน

                   4.     การประมาณการ (Approximation)  ควรปล่อยให้ผู้เรียนทดลองกับภาษาและคาดคะเนเหตุการณ์ด้วยตนเอง

                   5.     การป้อนข้อมูลย้อนกลับ (Feedback)  ควรให้ข้อมูลย้อนกลับในทางบวกเกี่ยวกับ
ความพยายามในการใช้ภาษาของผู้เรียนโดยใช้วิธีที่อ่อนโยน

                   6.     ความรับผิดชอบ (Responsibility)  ควรปล่อยให้ผู้เรียนตัดสินใจด้วยตนเองว่าพวกเขาจะเรียนอะไรเกี่ยวกับภาษา ใช้ความเร็วและระยะเวลาในการเรียนอย่างไร

                   7.     ข้อผูกพัน (Engagement)  ควรทำให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัยในการทำอะไรเหมือน
คนอื่นและมีสิทธิเป็นเจ้าของ สิ่งที่เขาทำ รวมทั้งพาให้เขาเชื่อว่า การพยายามทำให้ดีเท่าเทียมหรือดีกว่าคนอื่นเป็นสิ่งที่มีค่าควรทำ

                   8.     การฝึกปฏิบัติ (Practice)  ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนตลอดวันในการฝึกอ่านและเขียน

                   9.     สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้ (Supportive Learning Environment) ควรให้ความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น ไม่มีการขู่เข็ญในการทำภาระงานการเรียนรู้

8.     การเรียนรู้จากการทำโครงงาน (Project-Based Learning)

                   โครงงาน คือ งานศึกษาค้นคว้าที่ผู้เรียนร่วมกันเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ผู้เรียนต้องการศึกษา แล้วดำเนินการศึกษาค้นคว้าภายในเวลาที่ตกลงกันไว้  จนได้ผลออกมาตามที่ตั้งจุดประสงค์ไว้

                   ลักษณะเด่นของโครงงาน

                   1.     มุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้เนื้อหามากกว่าเป้าหมายด้านภาษา เฉพาะภาษาใดภาษาหนึ่ง

                   2.     มีลักษณะมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  แม้ครูผู้สอนจะมีบทบาทในการสนับสนุนและเสนอแนะตลอดกระบวนการ

                   3.     มีลักษณะเป็นการร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากกันและกัน

                   4.     นำไปสู่การบูรณาการที่แท้จริงทั้งด้านทักษะและกระบวนการ แสวงหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงภาระงานในชีวิตจริง

                   5.     จะสิ้นสุดหรือจบลงด้วยผลงานในตอนท้าย  ซึ่งสามารถให้คนอื่นรับรู้ มีส่วนร่วมได้ ทำให้โครงงานเป็นสิ่งที่มีจุดหมายที่แท้จริง

                   6.     เป็นสิ่งจูงใจ กระตุ้นและท้าทาย  มีผลดีต่อการสร้างความเชื่อมั่น การรู้คุณค่าของตนเองและความเป็นอิสระในการดูแลตนเองควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะทางภาษา การเรียนรู้เนื้อหาและความสามารถทางสติปัญญาของผู้เรียน

                   ที่มาของหัวข้อโครงงาน

1.       จากความสนใจของผู้เรียน

                   2.     จากสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น

                   3.     จากการสังเกตสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน

                   4.     จากเนื้อหาที่เรียน หรือจากหัวข้อเนื้อหาในบทเรียน

                   5.     จากปัญหาการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ การตั้งชื่อหัวข้อโครงงาน จะตั้งก่อนหรือหลังจากการทำโครงงานก็ได้

9.     การเรียนรู้ที่เน้นภาระงาน (Task – Based Learning)

                   การเรียนรู้ที่เน้นภาระงาน หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่ใช้ภาระงาน (Tasks)
เป็นหลัก  มีลักษณะเป็นหลักสูตรแบบวิเคราะห์
(Analysis Syllabus)  โดยยึดเอาระบบภาษาทั้งหมดมาวิเคราะห์ แล้วจัดเป็นหน่วยใหญ่ ๆ ไว้ตามความสามารถของผู้เรียนและเน้นว่าจะเรียนภาษาอย่างไร โดยยึดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดองค์ประกอบต่าง ๆ ของหลักสูตรด้วย

                   ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้

                   1.     ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน

                           1.1  ศึกษาเอกสารหลักสูตร

                           1.2  วิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน

                           1.3  วิเคราะห์แบบเรียน

                           1.4  วิเคราะห์ภาระงาน

                   2.     การพัฒนารูปแบบภาระงาน

                           2.1  สรุปข้อมูลพื้นฐานและกำหนดรายละเอียดของภาระงาน

                           2.2  ร่างรายละเอียดของภาระงาน

                           2.3  ปรับปรุงแก้ไข

                   3.     การทดลองใช้ภาระงาน

                           3.1  การเตรียมการ

                           3.2  การสอน

                   4.     การประเมินหลักสูตร

                           4.1  กำหนดเกณฑ์การประเมินหลักสูตร

                           4.2  วิเคราะห์ผลการประเมิน

                           4.3  ปรับปรุงแก้ไข

                   ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นภาระงาน

                   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

                   ภาระงาน  :  อาชีพ

                   จุดประสงค์  : บรรยายเกี่ยวกับอาชีพได้

                   เนื้อหา     -

                   คำศัพท์  :  เกี่ยวกับอาชีพ

                   โครงสร้างไวยากรณ์  :    What does …………. ?

                                                                Where does ………… ?

                   ภาระการปฏิบัติ

                   1.     นักเรียนจับคู่สนทนาโดยใช้คำถาม

                           -  What does your mother do ?

                           -  Where does she work ?

                           -  Do you want to be a ……….. like your mother ?

                   2.     แสดงภาพเกี่ยวกับอาชีพและให้นักเรียนเขียนบรรยาย

                   3.     แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม ๆ ละเท่า ๆ กัน  และให้นักเรียนทุกคนเลือกอาชีพคนละ
                           1 อาชีพ  ให้เพื่อนแต่ละกลุ่มทายว่าเป็นอาชีพใด จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคนบรรยาย
                           อาชีพที่ตนเองชอบ คนละ 5 ประโยค

                   สื่อการเรียนการสอน

                   1.     บัตรคำเกี่ยวกับอาชีพ

                   2.     บัตรภาพเกี่ยวกับอาชีพ

                   3.     แถบประโยค

                   4.     ใบงาน

                   การวัดผลประเมินผล

                   1.     ตรวจสอบความถูกต้องในการพูดบทสนทนา

                   2.     ตรวจความถูกต้องในการเขียนบรรยาย

10.  การสร้างองค์ความรู้    (Constructivism)

                   การสร้างองค์ความรู้ เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้และการเรียนรู้ที่มีพื้นฐานมาจากจิตวิทยา ปรัชญาและมนุษยวิทยา  โดยมีความเชื่อว่าผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง อาศัยประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ โยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่เข้าด้วยกัน  ครูผู้สอนต้องเป็นผู้จัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเหมาะสม

                   ขั้นตอนการสร้างองค์ความรู้

                   1.ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Orientation) ใช้สิ่งเร้า เช่น วีดิทัศน์ รูปถ่าย โคลง สุนทรพจน์ แนวคิด ภาพวาด  เพื่อชักนำผู้เรียนเข้าสู่เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ให้นักเรียนบอกถึงความคิดของพวกเขาและเขียนลงกระดาษ

                   2.ขั้นการแลกเปลี่ยนและทำให้กระจ่าง (Exchange and Clarification) กระตุ้นให้ผู้เรียนฟัง/อ่านความคิดเห็นของกันและกัน แล้วช่วยกันทำแนวคิดนั้นให้ชัดเจนขึ้น

                   3.ขั้นท้าทาย (Challenge)  ผู้เรียนได้รับข้อมูลที่ท้าทายแนวคิดของพวกเขาที่มีอยู่ ข้อมูลซึ่งอาจเป็นตัวเลข รายงานจากหนังสือ ฯลฯ  ครูผู้สอนให้ผู้เรียนแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบข้อมูลนั้นและตั้งคำถามใหม่กับคิดข้อมูลใหม่ที่ต้องการเพิ่มขึ้น

                   4.ขั้นเปรียบเทียบแนวความคิดใหม่และเก่า (Comparing New and Old Ideas)ผู้เรียนได้รับข้อมูลที่ท้าทายแนวคิดของพวกเขาที่มีอยู่ ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข รายงานจากหนังสือ ฯลฯ  ครูผู้สอนให้ผู้เรียนแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบข้อมูลนั้นและตั้งคำถามใหม่กับคิดข้อมูลใหม่ที่ต้องการเพิ่มขึ้น

                   5.ขั้นทดสอบความคิดใหม่ (Testing New Thinking) เลือกบริบทใหม่ให้ผู้เรียน  และให้ผู้เรียนคิดว่าจะประยุกต์ใช้ความคิดของตนในบริบทนี้อย่างไร ครูผู้สอนตรวจสอบหาร่องรอยที่แสดงถึงการประยุกต์ใช้ความเข้าใจที่พัฒนามาจากขั้นที่ 1 4

 

 

 

 

11. การสอนแบบโฟร์แม็ทซิสเต็ม   (4  MAT’S  Learning  System) 

                   รูปแบบการเรียนการสอนแบบ 4  MAT’S  Learning  System  เป็นการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์จากการรับรู้ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม  มีการจัดการข้อมูลด้วยการสังเกตอย่างไตร่ตรอง  เชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับประสบการณ์เดิมของตนเอง  ผู้เรียนจะบูรณาการสิ่งที่ได้จากการสังเกตมาเป็นความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม  แล้วนำมาลงปฏิบัติ  ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้ความรู้  การค้นคว้าและการทดลองปฏิบัติ  กิจกรรมเน้นการเรียนแบบร่วมมือ  การอภิปราย  การทำงานกลุ่ม  และกิจกรรมการแก้ปัญหา  

                                   ลักษณะของผู้เรียนตามแนวคิดของ 4  MAT’S  Learning  System   มี  4  แบบคือ

                                   ผู้เรียนแบบที่  1  (Imaginative  Learner)  คือ  ผู้เรียนที่มีความถนัดในการรับรู้จากประสบการณ์  รูปธรรมผ่านกระบวนการข้อมูลด้วยการสังเกตอย่างไตร่ตรอง  นักเรียนจะเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับประสบการณ์เดิมของนักเรียนได้เป็นอย่างดี  การเรียนแบบร่วมมือ  การอภิปราย   และการทำงานกลุ่มจะช่วยเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนในกลุ่มนี้  คำถามนำทางสำหรับผู้เรียนกลุ่มนี้คือ    ทำไม    ( Why ? )

                                   ผู้เรียนแบบที่  2  ( Analytic learners )  คือ  ผู้เรียนที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์  เรียนรู้ความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรมได้เป็นอย่างดี  ผู้เรียนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความรู้ที่เป็นทฤษฎี  รูปแบบและความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ  การอ่านการค้นคว้าข้อมูลจากตำรา  หรือเอกสารต่าง ๆ  รวมทั้งการเรียนการสอนแบบบรรยายจะส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนเหล่านี้   คำถามนำทางสำหรับผู้เรียนเหล่านี้ คือ    อะไร    ( What ? )

                                   ผู้เรียนแบบที่  3  (Common Sense Learners )  คือ  ผู้เรียนที่มีความสามารถ  ความถนัดในการรับรู้ความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรม  แล้วนำสู่การลงมือปฏิบัติ  ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้ความรู้  การค้นคว้า  การทดลองปฏิบัติ  กิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติและกิจกรรมการแก้ปัญหาจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนในกลุ่มนี้  คำถามนำทางสำหรับผู้เรียนในกลุ่มนี้ คือ   อย่างไร    ( How ? )

                                   ผู้เรียนแบบที่ 4  ( Dymamic  Learners )  คือ  ผู้เรียนที่มีความถนัดในการเรียนรู้  ประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมแล้วนำสู่การลงมือปฏิบัติ  ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ที่เป็น               การสำรวจ  ค้นคว้า  การค้นพบด้วยตนเอง  แล้วเชื่อมโยงความรู้เหล่านั้นไปสู่การทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง  คำถามนำทางสำหรับผู้เรียนในกลุ่มนี้ คือ    ถ้า     ( If )

                           จากลักษณะของผู้เรียนทั้ง 4  ประเภทมาบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร จะได้เป็นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบโฟร์แม็ทซิสเต็ม ประกอบด้วยการสอน  8  ขั้นตอน ดังนี้

                           ขั้นที่ 1  การสร้างประสบการณ์  (Create  an  Experience)  เป็นขั้นที่จะจูงใจให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและความสำคัญของสิ่งที่เรียน  โดยผู้เรียนจะได้สร้างประสบการณ์พื้นฐานที่เกี่ยวกับเรื่องที่เรียนผ่านกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ  เช่น เกม  เพลง  บทกลอน  สถานการณ์  ปัญหาที่เป็นภาษาอังกฤษ  ซึ่งในเนื้อหาของกิจกรรมจะกระตุ้นให้ผู้เรียนได้สร้างจินตนาการ  ฝึกการสังเกต การอภิปราย  และการทำงานกลุ่มร่วมกับผู้อื่น  โดยในชั้นนี้ผู้เรียนจะได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับครูและเพื่อนๆตลอดเวลา

                           ขั้นที่ 2  การสะท้อนประสบการณ์  (Reflecting  on Experience) ขั้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้อภิปราย  อธิบาย  ให้เหตุผลเกี่ยวกับประสบการณ์ที่สร้างขึ้นในขั้นที่ 1  เป็นภาษาอังกฤษ  นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถฝึกการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อสรุปความรู้  ความคิดของตนเองหรือของกลุ่มได้อีกด้วย  กิจกรรมการเรียนการสอนในขั้นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของสิ่งที่กำลังเรียนอยู่

                           ขั้นที่ 3  การบูรณาการสิ่งที่ได้จากการสังเกตเป็นความคิดรวบยอด (Integrating  Observations  into Concept)  ขั้นนี้ผู้เรียนจะได้เรียนเนื้อหาในบทเรียนผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย  เช่น การค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่างๆ   การทดลอง  การทำงานตามใบงาน  การระดมสมอง  โดยผู้เรียนจะได้ใช้ภาษาอังกฤษในการสนทนากับเพื่อนๆ  แล้วเขียนสรุปความคิดเห็นที่ได้จากการะดมสมองหรือความรู้ที่ได้จากการค้นคว้า  ทดลอง และการทำกิจกรรมต่างๆ  เพื่อสรุปเป็นความคิดรวบยอดของตนเอง

                           ขั้นที่  4  การพัฒนาทฤษฎีและความคิดรวบยอด  ( Developing  theories and concept)   ขั้นนี้เป็นการเรียนรู้เนื้อหาและความคิดรวบยอดเพิ่มเติมจากขั้นที่  3   เพื่อนำผู้เรียนไปสู่ความคิดรวบยอดที่เป็นแก่นของเนื้อหาที่เรียน จนสร้างความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียนได้  เน้นการใช้สมองซีกซ้าย   ครูควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลแบบบรรยาย  แต่ให้ผู้เรียนค้นคว้า  ทดลอง เรียนรู้จากวิทยากรท้องถิ่น

                           ขั้นที่  5   ลงมือปฏิบัติตามแนวคิดที่กำหนด ( Working  on defined concept)  ขั้นนี้ผู้เรียนได้ลองทำโดยผ่านประสาทสัมผัส   อาจจะทำตามใบงานหรือคู่มือ  หรือแบบฝึกหัด ที่จะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้และทักษะที่กำหนดในขั้นตอนที่  4 

                           ขั้นที่ 6   ขั้นบูรณาการแนวคิดหรือการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว  (Messing  around)  ขั้นนี้เป็นขั้นการบูรณาการและสร้างสรรค์ ผู้เรียนมีโอกาสแสดงความสนใจ  ความถนัด ความเข้าใจ  เนื้อหาวิชา  ความซาบซึ้งและจินตนการออกมาเป็นรูปธรรม  เช่นสิ่งประดิษฐ์  สมุดภาพ  ภาพวาด  นิทาน  บทกวีหรือบทละคร   ซึ่งเป็นผลจากการลงมือปฏิบัติจากขั้นตอนที่ 5  ผู้เรียนได้บูรณาการความรู้มาใช้อย่างสร้างสรรค์ สร้างผลงานของตนเองและแลกเปลี่ยนผลงานกับผู้อื่น

                           ขั้นที่  7  ขั้นวิเคราะห์ผลและนำแนวคิดไปใช้ (Analyzing  for usefulness  or  application)  ขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนชื่นชมกับผลงานของตนเอง หรือสามารถประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ไปสู่กิจกรรมอื่นๆ  ผู้เรียนนำผลงานไปนำเสนอให้เพื่อนๆติดชม เป็นการประเมินผลตนเองเพื่อการปรับปรุงผลงานและความรู้ให้ดียิ่งขึ้น

                           ขั้นที่ 8  ขั้นนำแนวคิดไปปฏิบัติและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อื่น  (Doing  it  themselves  and  sharing  what  they  do  with  others)  เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์จากการค้นคว้า  มองเห็นการเชื่อมโยงความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น  การจัดนิทรรศการหน้าชั้น  การจัดแสดงผลงานในวันสำคัญของโรงเรียน



ดาวน์โหลดไฟล์แนบ

ผู้เขียน : ปราณี สิทธิขจร
หน่วยงาน : สพท.สมุทรสาคร
เสาร์ ที่ 3 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2553
เข้าชม : 1898
3.5 stars เฉลี่ย : 3.5 จาก 11 ครั้ง.


พัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ 5 อันดับล่าสุด

      กลวิธีสอนภาษาอังกฤษให้สนุก 11 / พ.ย. / 2553
      สื่อภาษาอังกฤษ 3 / ก.ค. / 2553


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์จัดการความรู้
สิทธิของสมาชิก สามารถบันทึกขุมความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และดาวน์โหลดได้
คลิกที่นี่สมัครสมาชิก
    
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร
2/3 หมู่ 8 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000
โทร 0-3482-6255 แฟกซ์ 0-3482-6253
e-mail : kittik_milk@hotmail.com , kittik_milki@yahoo.com