[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by KMOBECMAXSITE 1.2.1


ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
เรื่อง : งานวิจัย
ความรู้จากการปฏิบัติงาน



 


การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนให้มีวินัย
และความรับผิดชอบ  
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  
 
 
 
 
 
 
 
นางสาววลัยพันธ์  แสงภู
 
 
 
 
 
ภาคเรียนที่  2    ปีการศึกษา 2558
 
โรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร
 

กิตติกรรมประกาศ
 
 การศึกษาจัดทำงานวิจัยฉบับนี้   ได้รับความร่วมมือและความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากคุณครูผู้สอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ทุกท่าน  ขอขอบคุณท่านเจ้าของเอกสาร   บทความ   ทฤษฎีและงานวิจัยต่าง ๆ     ที่ให้ความช่วยเหลือในการค้นคว้าเอกสารอ้างอิง พร้อมทั้งนักเรียน และผู้ปกครอง ที่ให้การสนับสนุนในการจัดทำวิจัย
 ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการกาญจนา  สิริวงศาวรรธน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ) ที่กรุณาให้ความอนุเคราะห์  ให้คำแนะนำ  ให้ความรู้  ความคิดที่มีประโยชน์และอำนวยความสะดวกในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นอย่างดี  และขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 ทุกคนที่หึความร่วมมือเป็นอย่างดีในการวิจัยและเก็บข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้  จนกระทั้งการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์
 

        นางสาววลัยพันธ์  แสงภู
                    ผู้วิจัย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

สารบัญ
 
บทที่ 1  ความเป็นมาและความสำคัญ   
 ความสำคัญของการศึกษา      ...…..…………………….............................................   1
 วัตถุประสงค์ .……………………………………….........................................    2
 สมมุติฐานการวิจัย .……………………..................................................................... 2
 ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า..………….................................................................... 2
 นิยามศัพท์เฉพาะ....………………………………...................................................... 2
บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 
  จิตวิทยาการศึกษา ……………………..………………………….............................. 3
  เจตคติ  (Attitude)  ……………………..………………………….............................. 8  
  ทฤษฎีแรงจูงใจ   ……………………..…………………………................................. 14
  ทฤษฎีการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข แบบแบบการกระทำของสกินเนอร์………………… 15
บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษาค้นคว้า 
 ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย  …...…………………….....................................   16
 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ……………………………………….............................   17
 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย …………………………….............................................    17
   การเก็บรวบรวมข้อมูล …………………….........................................................   17
 การวิเคราะห์ข้อมูล  …………………….........................................................   17
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล      
 การวิเคราะห์ข้อมูล  .........................................................................................     18
 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล  ………………………........................................     21
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 
 ความมุ่งหมาย  ………………………………………..............................   23
 ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ..……………………………...........................................  23
 เครื่องที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ……………………………...............................   23
 วิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล………..………………......................................   23
 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล ……………….. ….........................................................   23 ข้อเสนอแนะ ……………….………………….................................................   25
 บรรณานุกรม 
 
บทคัดย่อ
 
             งานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้  มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนให้เป็นผู้มีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าที่และการเรียนดีขึ้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ปีการศึกษา 2558    โรงเรียนบ้านดอนไผ่  (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)  โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต  การสัมภาษณ์ ข้อมูลด้านการเรียนของแต่ละวิชา และการตอบแบบสอบถามจากนักเรียน  การใช้แรงจูงใจเสริมแรงโดยให้คำชมเชย แก่นักเรียน  รวมทั้งดูแลด้านการเรียนให้มีความรับผิดชอบ  สนใจเรียน  และติดตามจากผู้ปกครอง  คุณครูที่เข้าสอนแต่ละวิชา  ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อการมาเรียนและการเรียนมากขึ้น  มีความเอาใจใส่ต่อการเรียน     รับผิดชอบและสนใจเรียนมากขึ้น  ทำให้บรรยากาศการเรียนภายในห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้  มีความตั้งใจเรียนมากขึ้น  มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่ขาดเรียนหรือมาสาย  ทำงานที่ได้รับมอบหมายและส่งงานตรงกำหนดเวลา รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความเต็มใจ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

บทที่ 1  
ความเป็นมาและความสำคัญ
 
 ปัจจุบันสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงในทุก  ๆ  ด้าน  ทั้งในด้านเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง การปกครอง   จึงจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบต่าง ๆ   มาเกื้อหนุนกัน        ซึ่งต้องมีการพัฒนาโดยต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่มีคุณภาพและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ โดยจะต้องมีคุณสมบัติด้านสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจที่ดี  มีสติปัญญา  มีความรู้ความสามารถ   มีความอดทน ขยันขันแข็ง     ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก  กล้าเผชิญปัญหาและอุปสรรคด้วยความมุ่งมั่น    ถ้ามนุษย์ทุกคนมีคุณสมบัติดังกล่าวก็จะเป็นผู้มีวินัยในตนเอง  ซึ่งจะเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนในสังคมต้องปฏิบัติ  เพราะจะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  วินัยจึงเป็นคุณธรรมที่ควรสร้างและปลูกฝังให้ทุกคนใช้เป็นแนวทางสำหรับบังคับพฤติกรรมของตนเอง  ทำให้บรรลุตามจุดหมายของชีวิตและประสบความสำเร็จในชีวิต   เพราะฉะนั้นครูควรสร้างสรรค์วินัยให้เกิดแก่นักเรียน  เมื่อนักเรียนมีวินัย  มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนจะทำให้สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนให้เป็นไปในทางที่ดีงาม  จึงควรมีการปลูกฝังให้ยึดถือและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  ถ้าหากในสังคมไม่มีการปลูกฝังและพัฒนาเด็กให้มีวินัยและมีคุณภาพแล้ว  การพัฒนาสังคมและประเทศก็จะเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพจึงควรต้องปลูกฝังวินัยในตนเองให้เป็นพื้นฐาน   ในที่สุดก็จะสามารถพัฒนาประเทศชาติให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น  
    ดังนั้น การศึกษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นอย่างมากในการที่จะพัฒนาให้มนุษย์มีประสิทธิภาพและศักยภาพสูงสุด             
                 จากการเป็นคุณครูประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3    โรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)   
ซึ่งมีหน้าที่ดูแลนักเรียนด้านพฤติกรรมและการเรียนของนักเรียนทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน พบว่า พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนบางคนในห้องเรียนไม่สนใจเรียน   ขาดความรับผิดชอบและระเบียบวินัย         จึงทำให้บรรยากาศการเรียนรู้ไม่เอื้อต่อการเรียนการสอนและมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์จึงทำให้เกิดปัญหาในการเรียนรู้จะส่งผลต่อนักเรียนบางคนที่มีผลการเรียนค่อนข้างต่ำ   จึงต้องใช้กระบวนการวิจัยมาแก้ปัญหา      โดยการนำทฤษฎีการเรียนรู้    ทฤษฎีแรงจูงใจ  และทฤษฎีการวางเงื่อนไข           มาใช้กับนักเรียนเพื่อเป็นการพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนและส่งเสริมศักยภาพของนักเรียน         ให้เกิดการเรียนรู้เต็มศักยภาพและความสามารถของตนเอง   ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีวินัย   ความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง มีบรรยากาศการเรียนรู้ที่เหมาะสม เป็นการปลูกฝังระเบียบวินัย  การรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น  ทำให้สามารถพัฒนานักเรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลการเรียนดีขึ้น
ความสำคัญของการศึกษา
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ทำให้ทราบถึงด้านพฤติกรรมการเรียน  เมื่อนักเรียนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นผู้ที่มีวินัยในตนเองและความรับผิดชอบ  จะทำให้นักเรียนสนใจเรียนและมีความขยันอดทน  มีแรงจูงใจ
- 2 -
ทำให้มีผลการเรียนดีขึ้น  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอน  และครูทุกท่านที่จะนำมาเสริมสร้าง  พัฒนานักเรียนให้มีคุณค่ามีคุณประโยชน์ต่อครอบครัว  โรงเรียน  สังคมและประเทศชาติต่อไป
วัตถุประสงค์
 เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนให้เป็นผู้มีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าที่และการเรียนดีขึ้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ปีการศึกษา 2558  ของโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)
สมมุติฐานการวิจัย
 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนให้มีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของนักเรียน  ทำให้สามารถพัฒนาศักยภาพด้านพฤติกรรมและการเรียนให้ดีขึ้น
 
ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
 1.  ประชากร  ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ของโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)  จำนวน 13   คน
 2.  ตัวแปรที่ศึกษา
      2.1  ตัวแปรอิสระ คือ พฤติกรรมด้านวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเองได้แก่
              -  วินัยในตนเอง
        -   ความรับผิดชอบ
   แรงจูงใจในการเรียน
                    2.2  ตัวแปรตาม คือ  พฤติกรรมด้านความมีวินัยในตนเอง
 
นิยามศัพท์เฉพาะ
  ความมีวินัยในตนเอง  หมายถึง  การประพฤติปฏิบัติตามกฎระเบียบและไม่ทำผิดต่อกฎระเบียบในการเป็นนักเรียน
 ความรับผิดชอบ หมายถึง  ความมุ่งมั่นของนักเรียนที่จะงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี  และตั้งใจเรียนอย่างเต็มความสามารถ 
 แรงจูงใจในการเรียน หมายถึง การแสดงพฤติกรรมเมื่อถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้า เช่น คำชมเชย  การให้รางวัล ฯลฯ  แล้วสามารถประพฤติตนได้บรรลุเป้าหมายโดยการเรียนรู้ของแต่ละคน
 
 
 

- 3 -
บทที่ 2
เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
 
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการจัดทำงานวิจัย   มีดังนี้
 จิตวิทยาการศึกษา
 เจตคติ  (Attitude)
 ทฤษฎีแรงจูงใจ
 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข แบบแบบการกระทำของสกินเนอร์
จิตวิทยาการศึกษา
 จิตวิทยาการศึกษา มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษา การสร้างหลักสูตรและการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงความแตกต่างของบุคคล นักศึกษาและครู  จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยาการศึกษา เพื่อจะได้เข้าใจพฤติกรรมของผู้เรียนและกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนถึงปัญหาต่างๆเกี่ยวกับการเรียนการ
ความสำคัญของการศึกษาจิตวิทยาการศึกษา
 ความสำคัญของวัตถุประสงค์ของการศึกษาและบทเรียน นักจิตวิทยาการศึกษาได้เน้นความสำคัญของความชัดเจนของการระบุวัตถุประสงค์ของการศึกษาบทเรียนตลอดจนถึงหน่วยการเรียน    เนื่องจากวัตถุประสงค์จะเป็นตัวกำหนดการจัดการเรียนการสอน  ทฤษฎีพัฒนาการ และทฤษฎีบุคลิกภาพ    เป็นเรื่องที่นักการศึกษาและครูจะต้องมีความรู้เพราะจะช่วยให้เข้าใจเอกลักษณ์ของผู้เรียนในวัยต่าง ๆ         โดยเฉพาะวัยอนุบาล วัยเด็ก และวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่กำลังศึกษาในโรงเรียน  ความแตกต่างระหว่างบุคคลและกลุ่ม นอกจากมีความเข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยต่าง ๆ แล้ว    นักการศึกษาและครูจะต้องเรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและกลุ่มทางด้านระดับเชาวน์ปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ เพศ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม   ซึ่งนักจิตวิทยาได้คิดวิธีการวิจัยที่จะช่วยชี้ให้เห็นว่า   ความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นตัวแปรที่สำคัญในการเลือกวิธีสอนและในการสร้างหลักสูตรที่เหมาะสม   ทฤษฎีการเรียนรู้   นักจิตวิทยาที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้     นอกจากจะสนใจว่าทฤษฎีการเรียนรู้จะช่วยนักเรียนให้เรียนรู้และจดจำอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรแล้ว         ยังสนใจองค์ประกอบเกี่ยวกับตัวของ    ผู้เรียน  เช่น แรงจูงใจว่ามีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้อย่างไร ความรู้เหล่านี้ก็มีความสำคัญต่อการเรียนการสอน  ทฤษฎีการสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา    นักจิตวิทยาการศึกษาได้เป็นผู้นำในการบุกเบิกตั้งทฤษฎีการสอน            ซึ่งมีความสำคัญและมีประโยชน์เท่าเทียมกับทฤษฎีการเรียนรู้และพัฒนาการในการช่วยนักการศึกษาและครูเกี่ยวกับการเรียนการสอน สำหรับเทคโนโลยีในการสอนที่จะช่วยครูได้มากก็คือ คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน หลักการสอนและวิธีสอน    นักจิตวิทยาการศึกษาได้เสนอหลักการสอนและวิธีการสอนตามทฤษฎีทางจิตวิทยาที่แต่ละท่านยึดถือ เช่น หลักการสอนและวิธีสอนตามทัศนะนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม ปัญญานิยม และมนุษยนิยม  หลักการวัดผลและประเมินผลการศึกษา    ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้จะช่วยให้นักการศึกษา และครูทราบว่า การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือผู้เรียนได้
-4-
สัมฤทธิผลตามวัตถุประสงค์เฉพาะของแต่ละวิชาหรือหน่วยเรียนหรือไม่   เพราะถ้าผู้เรียนมีสัมฤทธิผลสูง ก็จะเป็นผลสะท้อนว่าโปรแกรมการศึกษามีประสิทธิภาพและการสร้างบรรยากาศของห้องเรียน เพื่อเอื้อการเรียนรู้และช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพของนักเรียน ความสำคัญของจิตวิทยาการศึกษาต่ออาชีพครูมีความสำคัญในเรื่องต่อไปนี้
 1. ช่วยให้ครูรู้จักลักษณะนิสัยของนักเรียนที่ครูต้องสอนโดยทราบหลักพัฒนาการทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และบุคลิกภาพเป็นส่วนรวม
 2. ช่วยให้ครูมีความเข่าใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพบางประการของนักเรียน เช่น มโนทัศน์ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และเรียนรู้ถึงบทบาทของครูในการที่ช่วยนักเรียนให้มีมโนทัศน์ที่ดีและถูกต้องได้อย่างไร
 3. ช่วยครูให้มีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคลเพื่อจะได้ช่วยนักเรียนเป็นรายบุคคลให้พัฒนาตามศักยภาพของแต่ละบุคคล
 4. ช่วยให้ครูรู้วิธีจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนให้เหมาะสมแก้วัยและขั้นพัฒนาการของนักเรียน
เพื่อจูงใจให้นักเรียนมีความสนใจและมีความที่อยากจะเรียนรู้
 5. ช่วยให้ครูทราบถึงตัวแปรต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนเช่นแรงจูงใจมโนทัศน์ และการตั้งความคาดหวังของครูที่มีต่อนักเรียน
 6. ช่วยครูในการเตรียมการสอนวางแผนการเรียน  เพื่อทำให้การสอนมีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้นักเรียนทุกคนเรียนตามศักยภาพของแต่ละบุคคล  โดยคำนึงถึงหัวข้อต่อไปนี้
  6.1 ช่วยครูเลือกวัตถุประสงค์ของบทเรียนโดยคำนึงถึงลักษณะนิสัยและความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนที่จะต้องสอนและสามารถที่จะเขียนวัตถุประสงค์ให้นักเรียนเข้าใจว่าสิ่งคาดหวังให้นักเรียนรู้มีอะไรบ้าง  โดยถือว่าวัตถุประสงค์ของบทเรียนคือสิ่งที่จะช่วยให้นักเรียนทราบ เมื่อจบบทเรียนแล้วนักเรียนสามารถทำอะไรได้บ้าง
  6.2 ช่วยครูในการเลือกหลักการสอนและวิธีสอนที่เหมาะสม โดยคำนึงลักษณะนิสัยของนักเรียนและวิชาที่สอน และกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน
  6.3 ช่วยครูในการประเมินไม่เพียงแต่เฉพาะเวลาครูได้สอนจนจบบทเรียนเท่านั้นแต่ใช้ประเมินความพร้อมของนักเรียนก่อนสอน ในระหว่างที่ทำการสอน  เพื่อทราบว่านักเรียนมีความก้าวหน้าหรือมีปัญหาในการเรียนรู้อะไรบ้าง
 7. ช่วยครูให้ทราบหลักการและทฤษฎีของการเรียนรู้ที่นัก ได้พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี เช่น การเรียนจากการสังเกตหรือการเลียนแบบ
 8. ช่วยครูให้ทราบถึงหลักการสอนและวิธีสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งพฤติกรรมของครูที่มีการสอนอย่างมีประสิทธิภาพว่ามีอะไรบ้าง เช่น การใช้คำถาม การให้แรงเสริม และการทำตนเป็นต้นแบบ
 9. ช่วยครูให้ทราบว่านักเรียนที่มีผลการเรียนดีไม่ได้เป็นเพราะระดับเชาวน์ปัญญาเพียงอย่างเดียว
แต่มีองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น  แรงจูงใจ  ทัศนคติหรือมโนทัศน์ของนักเรียนและความคาดหวังของครูที่มีต่อนักเรียน
- 5 -
 10. ช่วยครูในการปกครองชั้นและการสร้างบรรยากาศของห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้และเสริมสร้างบุคลิกภาพของนักเรียน ครูและนักเรียนมีความรักและไว้วางใจซึ่งกันและกันนักเรียน ต่างก็ช่วยเหลือกันและกัน ทำให้ห้องเรียนเป็นสถานที่ที่ทุกคนมีความสุขและนักเรียนรักโรงเรียน อยากมาโรงเรียน 
 เนื่องจากการศึกษามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เยาวชนพัฒนาการทั้งทางด้านเชาวน์ปัญญา   และทางบุคลิกภาพ เพื่อช่วยให้เยาวชนมีความสำเร็จในชีวิต   ทุกประเทศจึงหาทางส่งเสริมการศึกษาให้มีคุณภาพ มีมาตรฐานความเป็นเลิศ           ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการศึกษาจึงสำคัญในการช่วยทั้งครูและนักศึกษาผู้มีความรับผิดชอบในการปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอน
 พัฒนาการจิตวิทยาการศึกษา
 จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่มีคนสนใจมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณก่อนคริสต์กาล              มีนักปรัชญาชื่อ   พลาโต (Plato  427 – 347  ก่อนคริสต์กาล)    อริสโตเติล (Aristotle  384 – 322  ก่อนคริสต์กาล)       ได้กล่าวถึงธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ในเชิงปรัชญามากกว่าแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาในยุคนั้นเป็นแบบเก้าอี้โต๊ะกลมหรือเรียกว่า  Arm  Chair  Method    เรียกจิตวิทยาในยุคนั้นว่า     จิตวิทยายุคเก่าเพราะนักจิตวิทยานั่งศึกษาอยู่กับโต๊ะทำงาน โดยใช้ความคิดเห็นของตนเองเพียงอย่างเดียวไม่มีการทดลอง ไม่มีการวิเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น      ต่อมาอริสโตเติลได้สนใจจิตวิทยาได้ทำการศึกษาและได้เขียนตำราเล่มแรกของโลกเป็นตำราที่ว่าด้วยเรื่อง วิญญาณชื่อ  De  Anima  แปลว่า  ชีวิต    เขากล่าวว่า   วิญญาณเป็นต้นเหตุให้คนต้องการเรียนจิตวิทยา คนในสมัยโบราณจึงศึกษาจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ  โดยมีความเชื่อว่าวิญญาณจะสิงอยู่ในร่างกายของมนุษย์ขณะมีชีวิตอยู่   เมื่อคนสิ้นชีวิตก็หมายถึงร่างกายปราศจากวิญญาณและวิญญาณออกจากร่างล่องลอยไปชั่วระยะหนึ่งแล้วอาจจะกลับสู่ร่างกายคืนอีกได้  และเมื่อนั้นคน ๆ นั้นก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก    ชาวกรีกจึงมีการคิดค้นวิธีการป้องกันศพไม่ให้เน่าเปื่อยที่เรียกว่า มัมมี่  เพื่อคอยการกลับมาของวิญญาณ       ต่อมาประมาณศตวรรษที่
11 -  12  ได้เกิดลัทธิความจริง (Realism)    เป็นลัทธิที่เชื่อสภาพความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ    และลัทธิความคิดรวบยอด  (Conceptualism)   ที่กล่าวถึงความคิดที่เกิดหลังจากได้วิเคราะห์พิจารณาสิ่งต่าง ๆ  ถี่ถ้วนแล้ว     จากลัทธิทั้งสองนี้เองทำให้ผู้คนมีความคิดมากขึ้นมีการคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรอง   จึงเป็นเหตุให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจในทางวิทยาศาสตร์  และจึงเริ่มมาสนใจในเรื่องจิตวิทยาในเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น   ในขณะเดียวกันก็ยังสนใจศึกษาเรื่องจิตมากขึ้นด้วย  รวมทั้งให้ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องจิตสำนึก  (Conscious)    อันได้แก่      การมีสมาธิ  การมีสติสัมปชัญญะ  และเชื่อว่าจะเป็นมนุษย์ได้จะต้องประกอบไปด้วย  ร่างกายกับจิตใจ  จึงมีคำพูดติดปากว่า  “A Sound  mind  is  in  a  sound  body”  จิตที่ผ่องใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์     ความสนใจเรื่องจิตจึงมีมากขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ยังเชื่อว่า  จิต  แบ่งสามารถเป็นส่วนๆ  ได้แก่   ความคิด  (Idea)     จินตนาการ  (Imagine)  ความจำ  (Memory)  การรับรู้  (Concept)  ส่วนที่สำคัญที่สุดเรียกว่า  Faculty  of  will  เป็นส่วนหนึ่งของจิตที่สามารถสั่งการเคลื่อนไหวต่าง ๆ  ของร่างกายต่อมา  Norman  L. Mumm      มีความสนใจเรื่องจิต เขา
กล่าวว่า  จิตวิทยา คือ การศึกษาเรื่องจิต  ในปี  ค.ศ.  1590   คำว่า  Psychology      จึงเป็นที่รู้จักและสนใจของคนทั่วไป
 
-  6 -
         จอห์น  ลอค  (John  Locke  ค.ศ.  1632 - 1704)  ได้ชื่อว่าเป็น บิดาจิตวิทยาแผนใหม่  เขาเชื่อว่า  ความรู้สึกตัว  ( Conscious )  และสิ่งแวดล้อมเป็นตัวที่มีอิทธิพลต่อจิต
 วิธีการศึกษาทางจิตวิทยา  การศึกษาทางจิตวิทยาใช้หลาย  ๆ วิธีการมาผสมผสานและทำการวิเคราะห์บนสมมุติฐาน  นักจิตวิทยาจะใช้วิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้  เช่น  การตรวจสอบตนเอง    การสังเกต  การศึกษาบุคคลเป็นรายกรณี  การสัมภาษณ์  การทดสอบ  ดั งจะอธิบายเรียงตามลำดับต่อไปนี้ 
 1.  การตรวจสอบตนเอง (Introspection)   หมายถึง    วิธีการให้บุคคลสำรวจ ตรวจสอบตนเองด้วยการย้อนทบทวนการกระทำและความรู้สึกนึกคิดของตนเองในอดีต ที่ผ่านมา  แล้วบอกความรู้สึกออกมา  โดยการอธิบายถึงสาเหตุและผลของการกระทำในเรื่องต่าง ๆ  เช่น     ต้องการทราบว่าทำไมเด็กนักเรียนคนหนึ่งจึงชอบพูดปดเสมอ ๆ  ก็ให้เล่าเหตุหรือเหตุการณ์ในอดีต ที่เป็นสาเหตุให้มีพฤติกรรมเช่นนั้นก็จะทำให้ทราบที่มาของพฤติกรรมและได้แนวทางในการที่จะช่วยเหลือแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวได้
 การตรวจสอบตนเองจะได้รับข้อมูลตรงตามความเป็นจริงและเป็นประโยชน์  เพราะผู้รายงานที่มีประสบการณ์และอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง ๆ    แต่หากผู้รายงานจดจำเหตุการณ์ได้แม่นยำ  และมีความจริงใจในการรายงานอย่างซื่อสัตย์ไม่ปิดบังและบิดเบือนความจริง          แต่หากผู้รายงานจำเหตุการณ์หรือเรื่องราวไม่ได้หรือไม่ต้องการรายงานข้อมูลที่แท้จริงให้ทราบก็จะทำให้การตีความหมายของเรื่องราวต่าง ๆ    หรือเหตุการณ์ผิดพลาดไม่ตรงตามข้อเท็จจริง
 2. การสังเกต  (Observation)  หมายถึง  การเฝ้าดูพฤติกรรมในสถานการณ์ที่เป็นจริง อย่างมีจุดมุ่งหมาย  โดยไม่ให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัว  การสังเกตแบ่งเป็น  2  ลักษณะคือ
  2.1  การสังเกตอย่างมีแบบแผน  ( Formal  Observation )  หมายถึง  การสังเกตที่มีการเตรียมการล่วงหน้า  มีการวางแผน  มีกำหนดเวลา  สถานการณ์  สถานที่ พฤติกรรมและบุคคลที่จะสังเกต ไว้เรียบร้อยเมื่อถึงเวลาที่นักจิตวิทยาวางแผน            ก็จะเริ่มทำการสังเกตพฤติกรรมตามที่กำหนดและผู้สังเกตพฤติกรรมจะจดพฤติกรรมทุกอย่างในช่วงเวลานั้นอย่างตรงไปตรงมา
                       2.2  การสังเกตอย่างไม่มีแบบแผน  ( Informal  Observation )  หมายถึง  การสังเกตโดยไม่ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าหรือวางแผนล่วงหน้า  แต่สังเกตตามความสะดวกของผู้สังเกตคือจะสังเกตช่วงเวลาใดก็ได้แล้วทำการจดบันทึกพฤติกรรมที่ตนเห็นอย่างตรงไปตรงมา
 การสังเกตช่วยให้ได้ข้อมูลละเอียด  ชัดเจนและตรงไปตรงมา  เช่น  การสังเกต อารมณ์  ความรู้สึก    ของบุคคลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ  จะทำให้เห็นพฤติกรรมได้ชัดเจนกว่าการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการอื่น ๆ    แต่การสังเกตที่ดีมีคุณภาพมีส่วนประกอบหลายอย่าง  เช่น  ผู้สังเกตจะต้องมีใจเป็นกลางไม่อคติหรือลำเอียงอย่างหนึ่งอย่างใด  และสังเกตได้ทั่วถึง  ครอบคลุม  สังเกตหลาย ๆ  สถานการณ์หลาย ๆ หรือหลายๆ  พฤติกรรม  และใช้เวลาในการสังเกต     ตลอดจนการจดบันทึกการสังเกตอย่างตรงไปตรงมาและแยกการบันทึกพฤติกรรมจากการตีความไม่ปะปนกัน  ก็จะทำให้การสังเกตได้ข้อมูลตรงตามความเป็นจริงและนำมาใช้ประโยชน์ตามจุดมุ่งหมาย
 3.  การศึกษาบุคคลเป็นรายกรณี  (Case Study)  หมายถึง  การศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ที่สำคัญของบุคคล  แต่ต้องใช้เวลาศึกษาติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง  แล้วรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์พิจารณาตีความเพื่อให้
- 7 -
เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรม  หรือลักษณะพิเศษที่ผู้ศึกษาต้องการทราบ   ทั้งนี้เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือแก้ไข  ปรับปรุง           ตลอดจนส่งเสริมพฤติกรรมให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ที่สำคัญของบุคคลแต่ต้องใช้เวลาศึกษาติดต่อกันเป็นระยะหนึ่ง      แล้วรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์พิจารณาตีความเพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรม  หรือลักษณะพิเศษที่ผู้ศึกษาต้องการทราบ  ทั้งนี้   เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือแก้ไข  ปรับปรุง  ตลอดจนส่งเสริมพฤติกรรมให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์
 4.  การสัมภาษณ์  (Interview)  หมายถึง  การสนทนากันระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป  โดยมีจุดมุ่งหมาย    ซึ่งการสัมภาษณ์ก็มีหลายจุดมุ่งหมาย  เช่น  การสัมภาษณ์เพื่อความคุ้นเคย  สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน  สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ         ตลอดจนสัมภาษณ์เพื่อการแนะแนวและการให้คำปรึกษา เป็นต้น   แต่ทั้งการสัมภาษณ์ก็เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ  เพื่อใช้ในการตัดสินใจ
 การสัมภาษณ์ที่ดี  จำเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า  วางแผน  กำหนดสถานที่  เวลาและเตรียมหัวข้อหรือคำถามในการสัมภาษณ์  และนอกจากนั้นในขณะสัมภาษณ์ผู้สัมภาษณ์ควรจะใช้เทคนิคอื่น ๆ  ประกอบด้วยก็ยิ่งจะได้ผลดี  เช่น  การสังเกต   การฟัง   การใช้คำถาม   การพูด        การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้สัมภาษณ์และผู้สัมภาษณ์ก็จะช่วยให้การสัมภาษณ์ได้ดำเนินไปด้วยดี
 5. การทดสอบ (Testing)   หมายถึง  การใช้เครื่องมือที่มีเกณฑ์ในการวัดลักษณะของพฤติกรรมใด        พฤติกรรมหนึ่ง  หรือหลาย ๆ  พฤติกรรม    โดยให้ผู้รับการทดสอบเป็นผู้ตอบสนองต่อแบบทดสอบซึ่งอาจเป็นแบบทดสอบภาษาและแบบปฏิบัติการหรือลงมือทำ  ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลนั้นตามจุดมุ่งหมายที่ผู้ทดสอบวางไว้แบบทดสอบที่นำมาใช้ในการทดสอบหาข้อมูล     ได้แก่  แบบทดสอบบุคลิกภาพ  แบบทดสอบความสนใจ  เป็นต้น
                การทดสอบก็มีสิ่งที่ควรคำนึงถึงเพื่อผลของข้อมูลที่ได้รับ       ซึ่งแบบทดสอบที่นำมาใช้ควรเป็นแบบทดสอบที่เชื่อถือได้เป็นมาตรฐาน  ตลอดจนการแปรผลได้อย่างถูกต้อง  เป็นต้น
 6.  การทดสอบ  (Experiment)  หมายถึง    วิธีการรวบรวมข้อมูลที่เป็นระบบ     มีขั้นตอนและเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งมีลำดับขั้นตอนดังนี้  ตั้งปัญหา   ตั้งสมมุติฐาน    การรวบรวมข้อมูล      การทดสอบสมมุติฐาน  การแปลความหมายและรายงานผล        ตลอดจนการนำผลที่ได้ไปใช้ในการแก้ปัญหาหรือส่งเสริมต่อไป         การทดลองจึงเป็นการจัดสภาพการณ์ขึ้นมาเพื่อดูผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มหรือสถานการณ์  คือ
 1.  กลุ่มทดลอง  (Experiment  Group)  คือ  กลุ่มที่ได้รับการจัดสภาพการณ์ทดลองเพื่อศึกษาผลที่ปรากฏจากสภาพนั้นเช่นการสอนด้วยเทคนิคระดมพลังสมอง  จะทำให้กลุ่มเกิดความคิดสร้างสรรค์หรือไม่
 2.  กลุ่มควบคุม  (Control  Group)  คือ   กลุ่มที่ไม่ได้รับการจัดสภาพการณ์ใด  ๆ  ทุกอย่างถูกควบคุมให้คงภาพเดิม  ใช้เพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลอง สิ่งที่ผู้ทดลองต้องการศึกษาเรียกว่า ตัวแปร ซึ่งมีตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น  (Independent  Variable)  และตัวแปรตาม  ( Dependent  Variable )      
 

- 8 -
เจตคติ  (Attitude)
ความหมายของเจตคติ
 เจตคติ หมายถึงอะไร ขัตติยา กรรณสูต (2516:2) ให้ความหมายไว้ คือ ความรู้สึกที่คนเรามีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือหลายสิ่งในลักษณะที่เป็นอัตวิสัย (Subjective)     อันเป็นพื้นฐานเบื้องต้นหรือการแสดงออกที่เรียกว่า พฤติกรรม
 สุชา จันทร์เอม และ สุรางค์ จันทร์เอม (2520:104) ให้ความหมายเจตคติ คือความรู้สึก หรือท่าทีของบุคคลที่มีต่อบุคคล วัตถุสิ่งของ หรือสถานการณ์ต่างๆ ความรู้สึก หรือท่าทีจะเป็นไปในทำนองที่พึงพอใจ หรือไม่พอใจ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้
 สงวนศรี วิรัชชัย (2527:61) ให้ความหมายเจตคติ คือสภาพความคิด ความเข้าใจและความรู้สึกเชิงประเมินที่มีต่อสิ่งต่างๆ(วัตถุ สถานการณ์ ความคิด ผู้คน ฯลฯ) ซึ่งทำให้บุคคลมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมต่อสิ่งนั้น ในลักษณะเฉพาะตัวตามทิศทางของทัศนคติที่มีอยู่
 ชม ภูมิภาค (2516:64) ให้ความหมายเจตคติ คือวิถีทางที่บุคคลเกิดความรู้สึกต่อบางสิ่งบางอย่าง คำจำกัดความเช่นนี้มิใช่คำจำกัดความเชิงวิชาการมากนักแต่หากเราจะพิจารณาโดยละเอียดแล้วเราก็พอจะมองเห็นความหมายของมันลึกซึ้งชัดเจนพอดู      เมื่อพูดว่าคือความรู้สึกต่อสิ่งนั้นก็หมายความว่าเจตคตินั้นมีวัตถุ วัตถุที่เจคติจะมุ่งตรงต่อนั้นจะเป็นอะไรก็ได้อาจจะเป็นบุคคล สิ่งของ สถานการณ์   นโยบายหรืออื่น ๆ อาจจะเป็นได้ทั้งนามธรรมและรูปธรรม ดังนั้น    วัตถุแห่งเจตคตินั้นอาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่คนรับรู้หรือคิดถึงความรู้สึกเช่นนี้อาจจะเป็นในด้านการจูงใจหรืออารมณ์และเช่นเดียวกันแรงจูงใจแบบอื่นๆคือดูได้จากพฤติกรรม   ตัวอย่างเช่น เจคติต่อศาสนาหากเป็นเจตคติที่ดีเราจะเกิดความเคารพในวัดเราจะเกิดความรู้สึกว่าศาสนาหรือวัดนั้นจะเป็นสิ่งจรรโลงความสงบสุข           เรายินดีบริจาคทำบุญร่วมกับวัดเราจะพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นความพร้อมที่จะถูกกระตุ้นด้วยวัตถุ       การกระทำต่างๆของคนนั้นมักถูกกำหนดด้วยเจตคติที่จะตัดสินใจว่าจะบริจาคเงินแก่วัดสักเท่าใดนั้นย่อมมีปัจจัยต่างๆเข้าเกี่ยวข้อง เช่น ชอบสมภาร รายได้ตนเองดีขึ้น เห็นความสำคัญของวัด เห็นว่าสิ่งที่จะต้องบูรณะมาก
                “เจตคติ”  คือ  สภาพความรู้สึกทางด้านจิตใจที่เกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้ของบุคคลอันเป็นผลทำให้เกิดมีท่าทีหรือมีความคิด เห็นรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในลักษณะที่ชอบหรือไม่ชอบ เห็นหรือไม่เห็นด้วย   เจตคติมี   ๒ ประเภทคือ เจตคติทั่วไป เจตคติเฉพาะอย่าง
   COLLINS (1970:68) ให้ความหมายเจตคติ คือการที่บุคคลตัดสินในสิ่งต่างๆว่าดี –ไม่ดี เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย ยอมรับได้-ยอมรับไม่ได้
 ROKEACH (1970:10) ให้ความหมายเจตคติ คือการผสมผสานหรือจัดระเบียบของความเชื่อที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือสถานการณ์หนึ่งสถานการณ์ใด ผลรวมของความเชื่อนี้จะเป็นตัวกำหนดแนวทางของบุคคลในการที่จะมีปฏิกริยาตอบสนองในลักษณะที่ชอบหรือไม่ชอบ
 BELKIN และ HKYDELL (1979:13)  ให้ความหมายเจตคติ  คือ   แนวโน้มที่บุคคลจะตอบสนอง ในทางที่เป็นความพอใจ ไม่พอใจ ต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆอย่างสม่ำเสมอและคงที่
- 9 -
 ดังนั้นอาจสรุปความหมายของเจตคติ คือ ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใด ๆ ซึ่งแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมในลักษณะชอบ ไม่ชอบ    อาจเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย พอใจ ไม่พอใจ ต่อสิ่งใด ๆ ในลักษณะเฉพาะตัวตามทิศทางของทัศนคติที่มีอยู่และทำให้จะเป็นตัวกำหนดแนวทางของบุคคลในการที่จะมีปฏิกริยาตอบสนอง
องค์ประกอบของเจตคติ
 องค์ประกอบของเจตคติที่สำคัญ 3 ประการ คือ    
 1. การรู้ (COGNITION)  ประกอบด้วยความเชื่อของบุคคลที่มีต่อเป้าหมาย เจตคติ เช่น ทัศนคติต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ สิ่งสำคัญขององค์ประกอบนี้   ก็คือ จะประกอบด้วยความเชื่อที่ได้ประเมินค่าแล้วว่าน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ    ดีหรือไม่ดี   และยังรวมไปถึงความเชื่อในใจว่าควรจะมีปฏิกริยาตอบโต้อย่างไรต่อเป้าหมายทัศนคติจึงจะเหมาะสมที่สุด     ดังนั้นการรู้และแนวโน้มพฤติกรรมจึงมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด
 2. ความรู้สึก (FEELING)   หมายถึง   อารมณ์ที่มีต่อเป้าหมาย เจตคติ นั้น  เป้าหมายจะถูกมองด้วยอารมณ์ชอบหรือไม่ชอบ ถูกใจหรือไม่ถูกใจ ส่วนประกอบด้านอารมณ์   ความรู้สึกนี้เองที่ทำให้บุคคลเกิดความดื้อดึงยึดมั่น    ซึ่งอาจกระตุ้นให้มีปฎิกริยาตอบโต้ได้หากมีสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกมากระทบ
 3. แนวโน้มพฤติกรรม(ACTION TENDENCY) หมายถึง ความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมที่สอดคล้อง       กับเจตคติ    ถ้าบุคคลมีเจตคติที่ดีต่อเป้าหมาย        เขาจะมีความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมช่วยเหลือหรือสนับสนุนเป้าหมายนั้น   ถ้าบุคคลมีเจตคติในทางลบต่อเป้าหมาย เขาก็จะมีความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมทำลาย หรือทำร้าย เป้าหมายนั้นเช่นกัน
การเกิดเจตคติ และเจตคติเกิดจากอะไร
                เจตคติเกิดจากการเรียนรู้ของบุคคลไม่ใช่เป็นสิ่งมีติดตัวมาแต่กำเนิด หากแต่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบสิ่งใดต้องภายหลัง เมื่อตนเองได้มีประสบการณ์ในสิ่งนั้น ๆ แล้ว ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า เจตคติเกิดขึ้นจากเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้     
 1. การรวบรวมความคิดอันเกิดจากประสบการณ์หลาย ๆ อย่าง
                 2. เกิดจากความรู้สึกที่รอยพิมพ์ใจ
                 3. เกิดจากการเห็นตามคนอื่น
 ชม ภูมิภาค (2516:66-67) ได้อธิบายเรื่องการเกิดเจตคติว่าเกิดจากการเรียนรู้และโดยมากก็เป็นการเรียนรู้ทางสังคม(social learning)ดังนั้นปัจจัยที่ทำให้เกิดเจตคติจึงมีหลายประการเช่น
 1. ประสบการณ์เฉพาะ เมื่อคนเราได้รับประสบการณ์ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจจะมีลักษณะในรูปแบบที่ผู้ได้รับรู้สึกว่าได้รางวัลหรือถูกลงโทษ ประสบการณ์ที่ผู้รู้สึกเกิดความพึงพอใจย่อมจะทำให้เกิดเจตคติที่ดีต่อสิ่งนั้นแต่ถ้าเป็นประสบการณ์ที่ไม่เป็นที่พึงพอใจก็ย่อมจะเกิดเจตคติที่ไม่ดี
 2. การสอน การสอนนั้นอาจจะเป็นทั้งแบบที่เป็นแบบแผนหรือไม่เป็นแบบแผนก็ได้ซึ่งเราได้รับจากคนอื่น องค์การที่ทำหน้าที่สอนเรามีมากมายอาทิเช่น บ้าน วัด โรงเรียน สื่อมวลชนต่าง ๆ     เรามักจะได้รับเจตคติที่สังคมมีอยู่และนำมาขยายตามประสบการณ์ของเรา      การสอนที่ไม่เป็นแบบแผนนั้นส่วนใหญ่เริ่มจาก
 
- 10 -
ครอบครัวตั้งแต่เด็ก ๆ มาแล้ว              พ่อแม่พี่น้องมักจะบอกเราว่าสิ่งนั้นไม่ดีสิ่งนี้ไม่ดีหรือใครควรทำอะไรมีความสำคัญอย่างไร การสอนส่วนมากเป็นแบบยัดทะนานและมักได้ผลดีเสียด้วยในรูปแบบการปลูกฝังเจตคติ
 3. ตัวอย่าง (Model)   เจตคติบางอย่างเกิดขึ้นจากการเลียนแบบในสถานการณ์ต่าง ๆ เราเห็นคนอื่นประพฤติ  เราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนอื่นออกมาเป็นรูปของเจตคติถ้าเรายอมรับนับถือหรือเคารพคนๆนั้นเราก็มักยอมรับความคิดของเขาตามที่เราเข้าใจ เช่น  เด็กชายแดงเห็นบิดาดูรายการกีฬาทางโทรทัศน์ประจำเขาก็จะแปลความหมายว่า กีฬานั้นเป็นเรื่องน่าสนใจและจะต้องดูหรือถ้าเขาเห็นพ่อแม่ระมัดระวังต่อชุดรับแขกในบ้านมากกว่าของที่อยู่ในสนามหญ้าหลังบ้านเขาก็จะเกิดความรู้สึกว่าของในบ้านต้องระวังรักษาเป็นพิเศษ    ซึ่งการเรียนรู้เช่นนี้พ่อไม่ไม่จำเป็นต้องพูดว่าอะไรเลย เด็กจะเฝ้าสังเกตการณ์ปฏิบัติของพ่อแม่ต่อบุคคลอื่นอย่างถี่ถ้วนจะเรียนรู้ว่าใครควรคบใครควรนับถือ ใครไม่ควรนับถือ
 4. ปัจจัยที่เกี่ยวกับสถาบัน ปัจจัยทางสถาบันมีอยู่เป็นอันมากที่มีส่วนสร้างสนับสนุนเจตคติของเราตัวอย่างเช่น การปฏิบัติตนในวัด ในโบสถ์ การแต่งกายของคนในสถานการณ์ทางสังคมต่าง ๆ   เป็นสิ่งให้แนวเจตคติของคนเราเป็นอันมาก
 สภาวะที่มีผลต่อการก่อเกิดของเจตคตินั้นมีหลายอย่าง อาทิเช่น ประการแรก    ขึ้นอยู่กับการที่เราคิดว่าเราเป็นพวกเดียวกัน (identification)     เด็กที่ยอมรับว่าตนเองเป็นพวกเดียวกับพ่อแม่ย่อมจะรับเจตคติของพ่อแม่ง่ายขึ้น หรือที่โรงเรียนหากเด็กถือว่าครูเป็นพวกเดียวกับตนเด็กย่อมจะรับความเชื่อถือหรือเจตคติของครู
           ประการที่สอง   ขึ้นอยู่กับว่า           เจตคตินั้นคนอื่นๆเป็นจำนวนมากเชื่ออย่างนั้นหรือคิดอย่างนั้น(uniformity)  การที่เราจะมีเจตคติเข้ากลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้นั้นอาจจะมีสาเหตุอื่นอีกเช่นโอกาสที่จะได้รับเจตคติแตกต่างไปนั้นไม่มีประการหนึ่งอีกประการหนึ่งหากไม่เห็นด้วยกับส่วนใหญ่เราเกิดความรู้สึกว่าส่วนใหญ่ปฏิเสธเรา        นอกจากนี้ประการที่สามการที่เรามีเจตคติตรงกับคนอื่นทำให้เราพูดติดต่อกับคนอื่นเข้าใจ เมื่อเราเจริญเติบโตจากเด็กเป็นผู้ใหญ่นั้นแน่ที่สุดที่เราจะพบความแตกต่างของเจตคติมากมาย ในบ้านนั้นนับว่าเป็นแหล่งเกิดเจตคติตรงกันที่สุด   แต่พอมีเพื่อนฝูงเราจะเห็นว่าเจตคติของเพื่อนฝูงและของพ่อแม่ของเขาแตกต่างกันบ้าง          ในโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับการศึกษาชั้นสูงเราจะพบความแตกต่างของเจตคติมากมาย  ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าเจตคติแรกๆที่เราได้รับนั้นค่อนข้างจะคงทนถาวร เจตคตินั้นจะสามารถนำไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ที่คล้ายกัน เช่น   คนที่มีพ่อดุดันเข้มงวดเขาจะเกิดความมุ่งร้ายต่อพ่อ                อาจจะคิดว่าผู้บังคับบัญชานั้นดุดันเข้มงวดและเกิดความรู้สึกมุ่งร้ายต่อผู้บังคับบัญชาก็ได้ หรือคนงานที่ไม่ชอบหัวหน้างานอาจจะนำความไม่ชอบนั้นไปใช้ต่อบริษัทหรือเกลียดบริษัทไปด้วย
ลักษณะของเจตคติ
 ทิตยา สุวรรรณชฎ (2520:602-603) กล่าวถึงลักษณะสำคัญของเจตคติ 4 ประการ คือ
               1.  เจตคติ  เป็นสภาวะก่อนที่พฤติกรรมโต้ตอบ   (PREDISPOSITION TO RESPOND)        ต่อเหตุการณ์หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะหรือจะเรียกว่าสภาวะพร้อมที่จะมีพฤติกรรมจริง
               2. เจตคติ จะมีความคงตัวอยู่ในช่วงระยะเวลา (PERSISTENCE OVERTIME) แต่มิได้หมายความว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
- 11 -
 3. เจตคติ   เป็นตัวแปรหนึ่งนำไปสู่ความสอดคล้องระหว่างพฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิดไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกโดยวาจา หรือการแสดงความรู้สึก ตลอดจนการที่จะต้องเผชิญหรือหลีกเลี่ยงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
               4. เจตคติ มีคุณสมบัติของแรงจูงใจ ในอันที่จะทำให้บุคคลประเมินผล หรือเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งหมายความต่อไปถึงการกำหนดทิศทางของพฤติกรรมจริงด้วย
                 เจตคตินับว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำงานอย่างหนึ่ง นอกจากความพร้อมและการจูงใจ บุคคลที่มีเจตคติที่ดีต่อการทำงานจะช่วยให้ทำงานได้ผลทั้งนี้เพราะเจตคติเป็นต้นกำเนิดของความคิดและการแสดงการกระทำออกมานั่นเอง
               กล่าวโดยสรุป    เจตคติ      เป็นลักษณะทางจิตของบุคคลที่เป็นแรงขับแรงจูงใจของบุคคล แสดงพฤติกรรมที่จะแสดงออกไปในทางต่อต้านหรือสนับสนุนต่อสิ่งนั้นหรือสถานการณ์นั้น   ถ้าทราบทัศนคติของบุคคลใดที่สามารถทำนายพฤติกรรมของบุคคลนั้นได้                โดยปกติคนเรามักแสดงพฤติกรรมในทิศทางที่สอดคล้องกับทัศนคติที่มีอยู่
                อย่างไรก็ดีเจตคติเมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะมีลักษณะที่ค่อนข้างถาวรและคงทน ความรังเกียจที่เรียนรู้ในวัยเด็กอาจจะคงอยู่ต่อไปจนชั่วชีวิต       เจตคติทางการเมือง ศาสนาและอื่นๆมักจะมีความคงทนเป็นอันมาก สาเหตุที่ทำให้เจตคติบางอย่างมีความคงทนอาจมีสาเหตุดังต่อไปนี้
               1. เนื่องจากเจตคตินั้นเป็นแนวทางปรับตัวได้อย่างพอเพียงคือ            ตราบใดที่สถานการณ์นั้นยังสามารถจะใช้เจตคติเช่นนั้นในการปรับตัวอยู่เจตคตินั้น   ก็จะยังคงไม่เปลี่ยนแต่เนื่องจากไม่สามารถที่จะใช้ได้เนื่องจากสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วเจตคตินั้นก็มักจะเปลี่ยนแปลงไป   เช่น ในสหรัฐอเมริกาคนส่วนใหญ่มักจะคัดค้านการช่วยเหลือของรัฐบาลอย่างรุนแรง แต่พอเกิดเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงก็อาจจะรับความช่วยเหลือของรัฐบาลมากขึ้น
               2. เหตุที่เจตคติไม่เปลี่ยนแปลง่ายๆก็เพราะว่าผู้มีเตคตินั้นจะไม่ยอมรับรู้สิ่งยกเว้นใด ๆ เหตุการณ์เช่นนี้เรียกว่า Selective perception  เช่น คนที่เกลียดยิว  เกิดความคิดว่าพวกยิวนี้ขี้เหนียวเอารัดเอาเปรียบต่อมามียิวมาอยู่บ้านใกล้ ๆ ทั้ง ๆ ที่ยิวคนนั้นแสนจะดีเป็นกันเองให้ความช่วยเหลือเราดีเจตคติของเรามีอยู่เดิมจะไม่ยอมรับรู้ความดีของยิวเช่นนั้น  ดังนั้นเจตคติจึงไม่เปลี่ยน
               3. สาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ    ความภักดีต่อหมู่กลุ่มที่เราเป็นสมาชิกคนเราไม่อยากได้ชื่อว่าทรยศต่อพวก ตั วอย่างเช่น หญิงสาวถูกอบรมมาในครอบครัวซึ่งเคร่ง ไม่ยอมให้เล่นการพนัน สูบบุหรี่เพราะการกระทำเช่นนั้นครอบครัวถือว่าเป็นการกระทำมิใช่วิสัยสตรีที่ดี ที่จะพึงกระทำ ต่อมาแม้ว่าจะมีโอกาสที่จะกระทำได้แต่ไม่ทำ เพราะเห็นว่าขัดต่อเจตคติของพ่อแม่ที่เคยสั่งสอนไว้
               4. ความต้องการป้องกันตนเอง บุคคลที่ไม่ยอมเปลี่ยนเจตคติที่เขามีอยู่เดิมนั้นอาจเนื่องจากเหตุผลว่าหากเขาเปลี่ยนแปลงแล้วจะทำให้คนอื่นเห็นว่าเขาอ่อนแอ เช่น    คนขายของเสนอวิธีการขายใหญ่ให้หัวหน้า หัวหน้าเห็นว่าดีเหมือนกันแต่ไม่ยอมรับเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำให้คนอื่นเห็นหัวหน้าไม่มีความสามารถ
               5. การได้รับการสนับสนุนจากสังคมนั้นคือการที่เราเชื่ออย่างนั้นมีเจตคติอยู่อย่างนั้นเรายังได้รับการสนับสนุนกับคนที่มีความเชื่ออย่างเดียวกับเราอยู่
- 12 -
หน้าที่และประโยชน์ของเจตคติ
                Katz (อ้างในนพมาศ 2534:130) มองว่าเจตคติมีประโยชน์และหน้าที่ คือ
 1. เป็นประโยชน์โดยการเป็นเครื่องมือ ปรับตัว และเป็นประโยชน์ในการใช้เพื่อทำการต่าง  ๆ
 2. ทำประโยชน์โดยการใช้ป้องกันสภาวะจิตใจ หรือปกป้องสภาวะจิตของบุคคล (EGODEFENSIVE FUNCTION)   เพราะความคิด หรือความเชื่อบางอย่างสามารถทำให้ผู้เชื่อหรือคิดสบายใจ ส่วนจะผิดจะถูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
 3. เจตคติทำหน้าที่แสดงค่านิยม ให้คนเห็นหรือรับรู้   (VALUE EXPRESSIVE FUNCTION) 
 4. มีประโยชน์หรือให้คุณประโยชน์ทางความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้คนและสิ่งต่างๆ
 5. ช่วยให้บุคคลมีหลักการและกฎเกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรมหรือช่วยพัฒนาค่านิยมให้กับบุคคล การที่บุคคลมีทัศนคติที่ดีต่อบุคคล       สถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคมจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้บุคคลสามารถประเมินและตัดสินได้ว่าควรจะเลือกประพฤติอย่างไรจึงจะเหมาะสมและดีงาม
                  ชม ภูมิภาค (2516:65)   หน้าที่ของเจตคติ เจตคติทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้อยู่มาก  เจตคติมีส่วนกำหนดการมองเห็นของคน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่อื่น ๆ อีกเช่น
 1.  เตรียมบุคคลเพื่อให้พร้อมต่อการปฏิบัติการ
 2. ช่วยให้บุคคลได้คาดคะเนล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น
 3. ทำให้บุคคลได้รับความสำเร็จตามหลักชัยที่วางไว้
การเปลี่ยนแปลงเจตคติ
            สุชา จันเอม และสุรางค์ จันเอม (2520:110-111)   กล่าวว่า ทัศนคติของบุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงได้เนื่องมาจาก
               1)    การชักชวน (PERSUASION) ทัศนคติจะเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงใหม่ได้หลังจากที่ได้รับคำแนะนำ บอกเล่า หรือได้รับความรู้เพิ่มพูนขึ้น
               2)    การเปลี่ยนแปลงกลุ่ม (GROUP CHANGE) ช่วยเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลได้
               3)    การโฆษณาชวนเชื่อ (PROPAGANDA) เป็นการชักชวนให้บุคคลหันมาสนใจหรือรับรู้โดยการสร้างสิ่งแปลกๆใหม่ๆขึ้น
                 สิ่งที่มีอิทธิพลต่อเจตคติ คือ
                1. บิดา มารดา ของเด็ก
                 2. ระเบียบแบบแผน วัฒนธรรมของสังคม
                 3. การศึกษาเล่าเรียน
                 4. สิ่งแวดล้อมในสังคม
                 5. การพักผ่อนหย่อนใจที่แต่ละคนใช้ประจำตัว
- 13 -
               
 
การแก้ไขเจตคติหรือวิธีสร้างเจตคติ
                เจตคติเป็นเรื่องที่แก้ไขได้อยากถ้าจำเป็นจะต้องช่วยแก้ไขเปลี่ยนเจตคติของคนอาจใช้วิธีเหล่านั้น คือ
1. การค่อย ๆ ชื้นลงให้เข้าใจ
                 2. หาสิ่งเร้าและสิ่งจูงใจอย่างเข้มข้นมายั่วยุ
                3. คบหาสมาคมกับเพื่อนดีดี
                4. ให้อ่านหนังสือดีมีประโยชน์
                 5. ให้ลองทำจนเห็นชอบแล้วกลับตัวดีเอง
              ชม ภูมิภาค (2516:65) ได้อธิบายว่าเจตคติเปลี่ยนแปลงได้ ปัจจัยที่จะช่วยให้เจคติเปลี่ยนแปลงได้มีหลายประการเช่น
              1. ความกดดันของกลุ่ม(Group pressure) หากกลุ่มจะสามารถให้รางวัลหรือลงโทษได้ย่อมจะมีแรงกดดันมากในการที่จะกดดันทิศทางเจตคติของเราสิ่งยั่วยุที่เป็นรางวัลนั้น ได้แก่ ความเป็นผู้มีคนรู้จักมากการเลื่อนตำแหน่งการงาน สัญลักษณ์ของการยอมรับนับถือเป็นต้น ส่วนสิ่งยั่วยุที่เป็นการลงโทษก็เช่น การเสียเพื่อนฝูง เสียชื่อเสียง เสียตำแหน่ง เป็นต้น ยิ่งเรามีความผิดปกติไปจากกลุ่มเท่าใดแรงบีบบังคับของหมู่มีมากเท่าใดหรือยิ่งหมู่กลุ่มนั้น ยิ่งเราต้องการเป็นสมาชิกของหมู่ใด แรงบีบบังคับของหมู่ย่อมมีมากเท่านั้นหรือยิ่งหมู่กลุ่มต้องการเรามากเท่าใดกลุ่มก็ยิ่งต้องการให้เราปฏิบัติตามมาตรฐานของกลุ่มเท่านั้น   กลุ่มที่มีเกียรติศักดิ์หรือศักดิ์ศรีต่ำในหมู่อาจจะกระทำผิดแปลกไปได้บ้าง      แต่ยิ่งมีตำแหน่งสูงหรือศักดิ์ศรีสูงแล้วกระทำผิดมาตรฐานเพียงนิดเดียวแรงกดดันของหมู่จะเกิดขึ้นทันทีเพื่อให้ปฏิบัติอยู่ในแนว
              นอกจากนี้แรงกดดันของกลุ่มจะมีมากก็คือ การที่ไม่มีมาตรฐานอื่นที่จะปฏิบัติหรือมีน้อยทางที่จะเลือกหรือเราไม่มีความรู้มากมายนักในเรื่องนั้น    บุคคลมักจะเปลี่ยนความคิดเห็นหรือเจตคติหากกลุ่มของเขาที่ยึดอยู่เปลี่ยนแปลงไป   ตัวอย่างเช่น กรรมกร แรกๆอาจไม่สนใจกันรวมเป็นสมาคมแต่ต่อมาหากรู้ว่าคนอื่น ๆ ในกลุ่มรับฟังความคิดเห็นนั้น เขาก็อาจเปลี่ยนความคิดยิ่งกลุ่มมีความเป็นเอกภาพเท่าใดแรงกดดันของกลุ่มยิ่งมีผลเท่านั้นเรื่องอำนาจของความกดดันของกลุ่มอันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะเป็นไปได้ 4 กรณีคือ
  1.1 เราอาจปฏิเสธบรรทัดฐานของกลุ่มและยึดมั่นในเจตคติของเราและเราอาจจะก้าวร้าวยิ่งขึ้นหากเราเชื่อว่ากลุ่มไม่มีผลบีบบังคับเรามากนักหรือเรามีความภักดีต่อกลุ่มอื่นมากกว่า
  1.2 เราอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงต่อเจตคติของเราแต่เราปฏิบัติตามกลุ่มเพราะเหตุผลภายนอกอย่างอื่นโดยถือว่าเป็นส่วนตัวและเราไม่เห็นด้วยแต่ส่วนรวมทำเช่นนั้นก็ต้องปฏิบัติตาม
  1.3 เราอาจยอมรับบรรทัดฐานของกลุ่มเพียงผิวเผิน ภายในส่วนลึกของจิตใจเราไม่ยอมเปลี่ยนแต่พอเราออกไปอยู่กลุ่มอื่นเราจะได้เห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
  1.4 เราอาจจะนำเอาบางส่วนของบรรทัดฐานของกลุ่มมาผนวกกับความเชื่อของเราและปฏิเสธบางส่วน
 2. ประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจหรือไม่น่าพึงพอใจ  เราอาจเปลี่ยนแปลงเจตคติไปได้เมื่อได้รับ
- 14 -
 
ประสบการณ์ที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ   เช่น นายแดงเข้าทำงานบริษัทหนึ่งเพราะเขาเชื่อว่าจะมีความก้าวหน้าแต่พบว่า       หัวหน้าของเขาเป็นคนขี้อิจฉาเมื่อเขาเกิดเสนอความคิดเห็นดีๆเพื่อปฏิบัติหัวหน้าอาจจะเห็นว่าการเสนอแนะของเขาเช่นนั้นทำให้ฐานะของเขาสั่นคลอนและนอกจากนั้นยังทราบดีว่าเพื่อนร่วมงานของเขาไป
ฟ้องแก่หัวหน้างานบ่อยๆเขาจึงอาจเปลี่ยนเจตคติไปอีกแบบหนึ่งคือมองไม่เห็นความก้าวหน้าในการทำงานกับบริษัทนี้ เช่นนี้เป็นต้น
              3. อิทธิพลของกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียง บุคคลที่มีชื่อเสียงในความหมายนี้อาจจะเป็นเพื่อนซึ่งเรานับถือความคิดของเขาหรืออาจจะเป็นผู้เชียวชาญทางด้านความพิเศษต่างๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ก็คือ การโฆษณา ซึ่งมักจะใช้คนมีชื่อเสียงไปยุ่งเกี่ยว เช่น ดาราภาพยนตร์ชื่อดังคนนั้นใช้สบู่ยี่ห้อนั้น ๆ เป็นต้น 
              เจตคติเป็นความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ   อันเป็นผลเนื่องมาจากการเรียนรู้  ประสบการณ์ และเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมหรือแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้น ๆ    ไปในทิศทางหนึ่ง  อาจเป็นไปในทางสนับสนุนหรือคัดค้านก็ได้   ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขบวนการการอบรมให้การเรียนรู้ระเบียบวิธีของสังคม  ซึ่งเจตคตินี่จะแสดงออกหรือปรากฏให้เห็นชัดในกรณีที่สิ่งเร้านั้นเป็นสิ่งเร้าทางสังคม
องค์ประกอบของเจตคติ
  องค์ประกอบของเจตคติมี 3 ประการ  ได้แก่
  1.  ด้านความคิด ( Cognitive  Component)  หมายถึง  การรับรู้และวินิจฉัยข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับ  แสดงออกมาในแนวคิดที่ว่าอะไรถูก  อะไรผิด
  2.  ด้านความรู้สึก  ( Affective  Component)  หมายถึง  ลักษณะทางอารมณ์ของบุคคลที่สอดคล้องกับความคิด  เช่น  ถ้าบุคคลมีความคิดในทางที่ไม่ดีต่อสิ่งใด  ก็จะมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อสิ่งนั้นด้วย  จึงแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกไม่ชอบหรือไม่พอใจ
  3.  ด้านพฤติกรรม  ( Behavior  Component)  หมายถึง  ความพร้อมที่จะกระทำซึ่งเป็นผลมาจากความคิดและความรู้สึกและจะออกมาในรูปของการยอมรับหรือปฏิเสธ การปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ
ทฤษฎีแรงจูงใจ
ความหมายและองค์ประกอบของแรงจูงใจ ( Motivation)
            แรงจูงใจ หมายถึง สภาวะที่อินทรีย์ถูกกระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมเพื่อไปยังจุดมุ่งหมายดังนั้นแรงจูงใจจึงเป็นความปรารถนา ที่บุคคลมีความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายโดยการเรียนรู้ของแต่ละคนนั่นเอง เมื่อบุคคลได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าต่างๆ และบุคคลจะเกิดความต้องการ ( Needs )  และถ้าความต้องการของบุคคลไม่ได้รับการตอบสนอง บุคคลจะเกิดความเครียด ( stress ) เมื่อบุคคลสะสมความเครียดไว้มาก ๆ บุคคลจะขาดความสุขในการดำเนินชีวิต  การสะสมความเครียด ความวิตกกังวลมาก  ๆ จะทำให้บุคคลเกิดแรงขับ  ( drive )
ที่จะกระทำกิจกรรมบางอย่างหรือแสดงพฤติกรรมบางอย่างให้ลดความเครียดนั้นลงมากระบวนการที่เกิดขึ้นภายในนี้เอง ซึ่งจะทำการกระตุ้นให้บุคคลไปสู่การกระทำบางอย่างที่ไปสู่เป้าหมาย  กระบวนการเช่นนี้เรียกว่า แรงจูงใจ ( Motivation )
- 15 -
 
องค์ประกอบในการเกิดแรงจูงใจ  มี 4 ขั้นตอน คือ
  1.  ขั้นความต้องการ ( needs stage )  ออความต้องการเป็นสภาวะขาดสมดุลที่เกิดได้เมื่อบุคคลขาดสิ่งที่จะทำให้ส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายทำหน้าที่ไปตามปกติ   สิ่งที่อาจจะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตจึงทำให้เกิดแรงขับและเกิดแรงกระตุ้น เช่น ความหิว  เมื่อบุคคลหิวบุคคลก็ต้องพยายามหาอาหาร   คนที่ลดน้ำหนักโดย
การใช้ยาลดความอ้วน    ยาจะไปกดประสาทไม่ให้หิวแต่พอหลังจากไม่ใช้ยาลดน้ำหนัก     จะเห็นว่าคนที่ลดน้ำหนักโดยใช้ยาจะกินอาหารชดเชยมากขึ้นและอาจจะกลับมาอ้วนใหม่ ความต้องการทางเพศและความต้องการการพักผ่อนก็จัดเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต  และไม่มีใครในโลกนี้ที่พยายามฝืนเพื่อไม่ให้ตนเองหลับ  มนุษย์ทุกคนต้องการการพักผ่อนด้วยกันทั้งสิ้น
  2.  ขั้นแรงขับ ( drive  stage  )    หรือภาวะที่บุคคลถูกกระตุ้นให้เกิดแรงขับ เมื่อบุคคลเกิดแรงขับแล้วบุคคลจะนิ่งอยู่เฉย  ๆ   ไม่ได้อาจจะรู้สึกไม่มีความสุข ดังนั้นบุคคลจะคิดค้นหาวิธีการที่ทำให้ตนเองรู้สึกว่าได้รับการตอบสนองจากความหิว ความกระหาย ความต้องการที่เกิดขึ้น  เพื่อผลักดันให้ไปสู่จุดหมายปลายทาง ตามที่บุคคลต้องการ  เช่น  เมื่อเราวิ่งเหนื่อยๆ อากาศก็ร้อนจัด   ทำให้เราเหนื่อยและคอแห้งอยากกินน้ำ    สิ่งที่เราต้องการบำบัดความกระหายในช่วงเวลานั้นคือน้ำ บุคคลจะพยายามทุกวิธีทางที่จะหาน้ำมาดื่ม
  3.  ขั้นพฤติกรรม ( behavior stage )      เป็นขั้นที่เกิดแรงขับอย่างมากที่ทำให้บุคคลเดินไปหาน้ำดื่ม  โดยการเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแล้วเปิดขวดดื่มแล้วจึงเดินมาจ่ายสตางค์หรือถ้าทนต่อความกระหายน้ำได้ก็รีบเดินอย่างรวดเร็วไปจ่ายสตางค์แล้วยกน้ำดื่มรวดเดียวหมดขวด  ชื่นใจ  ความกระหายก็บรรเทาลง
   4.  ขั้นลดแรงขับ ( drive  reduction stage ) เป็นขั้นสุดท้ายที่อินทรีย์ได้รับการตอบสนองคือ ได้ดื่มน้ำเป็นขั้นที่บุคคลเกิดความพึงพอใจ ความต้องการต่างๆ ก็จะลดลง
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข แบบแบบการกระทำของสกินเนอร์
           สกินเนอร์ (B.F. Skinner) เกิดในมลรัฐเพนซิลวาเนีย ในปี ค.ศ. 1904 มีบทบาทสำคัญในการนำบทเรียนสำเร็จรูปและเครื่องมือมาใช้  บางคนเรียกว่า ทฤษฎีเสริมแรง   การเสริมแรงเป็นการช่วยตอบสนองสิ่งเร้าให้ปรากฏขึ้นซ้ำอยู่เสมอจนทำให้เกิดความเคยชินสิ่งเร้าเดิม  การตอบสนองเช่นเดิม ก็ตามมาคือ เกิดเป็นการเรียนรู้
การทดลองของสกินเนอร์
        ได้ทดลองกับหนูขาว  โดยมีขั้นการทดลอง  ดังนี้
           ขั้นที่  1     ก่อนการเรียนรู้      --->  กดคาน (CR)   --->     อาหาร (UCS)  --->   กิน (UCR)
           ขั้นที่  2     หลังการเรียนรู้    (S1)    --->   (R1)                --->     S2                    --->   R2  
                                               คาน(CS)        กดคาน(CR)               อาหาร(UCS)             กิน(UCR)
การประยุกต์ใช้ในการสอน
           1.  การตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
           2.  การใช้ตัวเสริมแรง  ได้แก่ ยิ้มแย้ม การชมเชยจากครู คะแนน
           3.  การใช้บทเรียนสำเร็จรูป
 
- 16 -
บทที่ 3
วิธีการดำเนินการศึกษาค้นคว้า
 
 การศึกษาวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียน ให้เป็นผู้มีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าที่และการเรียนดีขึ้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/5      ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา  ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
 1.  ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย
 2.  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
 3.  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
   4.  การเก็บรวบรวมข้อมูล
 5.  การวิเคราะห์ข้อมูล
 
1. ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย
       ผู้วิจัยได้กำหนดขั้นตอนในการวิจัยไว้ดังนี้
 1.  ศึกษาหลักการ  ทฤษฏีจิตวิทยาการศึกษา   เจตคติ  (Attitude)   ทฤษฎีแรงจูงใจ    ทฤษฎีการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข แบบแบบการกระทำของสกินเนอร์  ลักษณะด้านวินัยในห้องเรียน  ความขยันอดทนและความรับผิดชอบ
 2.  กำหนดกรอบความคิดในการวิจัย  เพื่อทำการศึกษาความมีวินัยในตนเอง  ความรับผิดชอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ปีการศึกษา  2558 โรงเรียนโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)
 3.  กำหนดวัตถุประสงค์
 4.  กำหนดกลุ่มประชากร  ในการวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดกลุ่มประชากร คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ของโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)  จำนวน 13  คน
 5.  สร้างเครื่องมือการวิจัย  โดยผู้วิจัยศึกษาจากหลักการ ทฤษฎี  แนวคิด  วัตถุประสงค์  เพื่อจำแนกว่า  ควรสร้างเครื่องมือวัดด้านใดบ้างให้เหมาะสมกับสภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ของโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)  จำนวน 13  คน ที่นำมาทำการวิจัยในครั้งนี้
 6.  การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยนำได้ดำเนินการเก็บข้อมูลดัวยตัวเองโดยการสังเกต ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างได้ตอบแบบสอบถาม
 7.  การสรุปผลการวิจัยและนำเสนอผลการวิจัย  โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลและเขียนสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล
 

- 17 -
 
2. ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง
 ประชากร / กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  
ของโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)  จำนวน 13  คน
 
3.  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
 ในการทำวิจัยครั้งนี้  เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสังเกต  แบบสอบถาม  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง 
 
4.  การเก็บรวบรวมข้อมูล 
 ในการเก็บรวบรวมข้อมูล       ผู้วิจัยได้ใช้การสังเกตและนำเครื่องมือที่สร้างขึ้นให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ของโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)  จำนวน 13  คนได้ตอบแบบสอบถามและเก็บข้อมูลด้วยตนเอง
 
5.  การวิเคราะห์ข้อมูล
 ผู้วิจัยใช้ค่าร้อยละในการวิเคราะห์ข้อมูล
           
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
- 18 -
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
 
 การศึกษาวิจัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนให้เป็นผู้มีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าที่และการเรียนดีขึ้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558  โรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)  ปรากฏว่าได้รับความร่วมมือจากนักเรียนเป็นอย่างดี จึงทำให้นักเรียนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถตอบสนองต่อตัวนักเรียนเอง  ทำให้นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนที่ดีขึ้น  มีวินัยในตนเองและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและการเรียนดีขึ้น      ผู้วิจัยได้ดำเนินการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับขั้นตอนดังนี้
 1. การวิเคราะห์ข้อมูล
 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล
  ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้  ผู้วิจัยได้การดำเนินติดตามข้อมูลด้วยตัวเองโดยการสังเกต  สัมภาษณ์  ให้นักเรียนตอบแบบสอบถามและมีการติดตามดูแลพฤติกรรมและการเรียนของนักเรียนอย่างใกล้ชิด  ดังนี้
  ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาและสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ปีการศึกษา 2558  โดยการสังเกตพฤติกรรมและการเรียนของนักเรียนในชั่วโมงโฮมรูม  ขณะที่ทำการสอน  และสอบถามจากครูแต่ละวิชาที่ทำการสอน ซึ่งพบว่ามีนักเรียนที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมการเรียน  ขาดวินัยและความรับผิดชอบ เช่น  มาสาย  ไม่สนใจเรียน  ไม่ส่งงานตามกำหนดเวลา  บางครั้งไม่มาเรียน  มีการจดบันทึกและติดตามนักเรียนเป็นรายกรณี โดยการว่ากล่าวตักเตือนและมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและมีการให้นักเรียนตอบแบบสอบถาม  สรุปได้ดังนี้
 
ตารางแสดงความมีวินัย ความรับผิดชอบและความสนใจการเรียน
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  (ครั้งที่ 1)
ข้อ รายการ ทำเป็นประจำ ทำเป็นบางครั้ง ไม่เคยทำ
1 นักเรียนมักนำงานวิชาอื่นมาทำ ขณะที่กำลังเรียนวิชาหนึ่ง   76.74 13.96 9.30
2 นักเรียนพูดคุยและเล่นเพื่อนในขณะที่ครูสอน 69.77 25.58 4.65
3 นักเรียนส่งงานและการบ้านตรงเวลาที่ครูกำหนด 72.09 18.60 9.31
4 นักเรียนนอนหลับในห้องเรียนขณะชั่วโมงเรียน 58.14 25.58 16.28
5 นักเรียนไม่ทำการบ้านและลอกการบ้านเพื่อน 74.42 16.28 9.30
    
    
                                            - 19 -   
ข้อ รายการ ทำเป็นประจำ ทำเป็นบางครั้ง ไม่เคยทำ
6 นักเรียนทำผิดจะพยายามแก้ไขโดยไม่ท้อแท้ 41.86 44.19 13.95
7 นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 46.51 46.51 6.98
8 นักเรียนมาเรียนตรงเวลาและตั้งใจเรียน 44.19 51.16 4.65
9 นักเรียนรู้จักวางแผนและเตรียมพร้อมที่จะศึกษาต่อ 25.58 46.51 27.91
10 นักเรียนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการอ่านหนังสือ 41.89 46.57 11.54
 
  จากแบบสอบถามนักเรียนเกี่ยวกับความมีวินัยและรับผิดชอบในห้องเรียน (ครั้งที่ 1)  สรุปได้ ดังนี้   
  นักเรียนมักนำงานวิชาอื่นมาทำ ขณะที่กำลังเรียนวิชาหนึ่ง นักเรียนที่ทำเป็นประจำ มากที่สุด  คิดเป็น
ร้อยละ  76.74
  นักเรียนพูดคุยและเล่นเพื่อนในขณะที่ครูสอน นักเรียนที่ทำเป็นประจำมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ  69.77
  นักเรียนส่งงานและการบ้านตรงเวลาที่ครูกำหนด นักเรียนที่ทำเป็นประจำมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 72.09
  นักเรียนนอนหลับในห้องเรียนขณะชั่วโมงเรียน  นักเรียนที่ทำเป็นประจำมากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  58.14
  นักเรียนไม่ทำการบ้านและลอกการบ้านเพื่อน  นักเรียนที่ทำเป็นประจำ มากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  74.41
  นักเรียนทำผิดจะพยายามแก้ไขโดยไม่ท้อแท้  นักเรียนที่ทำบางครั้ง มากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  44.19
  นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย นักเรียนที่ทำเป็นประจำและทำเป็นบางครั้ง มากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  46.51
  นักเรียนมาเรียนตรงเวลาและตั้งใจเรียน  นักเรียนที่ทำบางครั้ง มากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  51.16
  นักเรียนรู้จักวางแผนและเตรียมพร้อมที่จะศึกษาต่อนักเรียนที่ทำบางครั้ง มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ  46.51
  นักเรียนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการอ่านหนังสือ  นักเรียนที่ทำบางครั้ง มากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  46.57
  หลังจากที่ผู้วิจัยได้ทำการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนและได้ใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับความมีวินัย ความรับผิดชอบและความสนใจการเรียน โดยให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  จำนวน  13  คน ตอบแบบสอบถามด้วยความจริงแล้วนำมาสรุปโดยใช้ค่าร้อยละในการวิเคราะห์ผลการวิจัย  (จากแบบสรุปผลการตอบแบบสอบถาม)  และประกอบกับผลการเรียนของภาคเรียนที่  1  ทำให้ผู้วิจัยได้ทำการสังเกตนักเรียนที่มี
- 20 -
พฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวและมีผลการเรียนค่อนข้างต่ำ  ซึ่งผู้วิจัยจะทำการวิจัยเพื่อเป็นปรับเปลี่ยนด้านพฤติกรรมให้นักเรียนในห้องเรียนมีวินัยและความรับผิดชอบ  ตั้งใจเรียน  จึงได้ดำเนินการโดยให้แต่ละคนร่วมกันแสดงความคิดเห็นและร่วมกันสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ภายในห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนการสอน
โดยการวางเงื่อนไขกันภายในห้องเรียน  สร้างแรงจูงใจ  และสร้างความตระหนักให้นักเรียนเห็นถึงผลของการไม่มีวินัย  ขาดความรับผิดชอบ และไม่ตั้งใจเรียน  โดยได้ดำเนินการ  ดังนี้
  ๏   ให้นักเรียนแต่ละคนเขียนคำมั่นสัญญา
                 ๏ ขอความร่วมมือจากผู้ปกครองร่วมกันดูแลพฤติกรรมและการเรียนของนักเรียน  ให้ผู้ปกครองแจ้งพฤติกรรมของนักเรียนขณะอยู่บ้าน  เมื่อนักเรียนขาดเรียนหรือมาสายให้ครูทราบและครูก็มีการติดตามนักเรียนร่วมกัน
  ๏   ขอความร่วมมือจากครูที่ทำการสอนทุกท่านให้ข้อมูลด้านพฤติกรรมของนักเรียนขณะเรียน
ในแต่ละวิชา
    ๏ ขอความร่วมมือกับเพื่อนภายในห้องเรียน  โดยการจัดเป็นกลุ่ม 4  กลุ่ม  กลุ่มละ  3  คน  และกลุ่มละ 4  คน จำนวน  1  กลุ่ม  รวมเป็นทั้งสิ้นจำนวน  13  คน  โดยครูจะคัดเลือกนักเรียนที่มีความรับผิดชอบ  ตั้งใจเรียนและมีผลการเรียนค่อนข้างดี  เป็นหัวหน้ากลุ่มเพื่อเป็นพี่เลี้ยงภายในกลุ่ม  และให้นักเรียนที่เหลือเข้ารวมกลุ่มกันเองตามความสมัครใจให้ครบจำนวนตามที่กำหนด  หลังจากนั้นให้แต่ละกลุ่มเขียนคำมั่นสัญญาร่วมกัน และร่วมกันวางแผนการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งนักเรียนที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากลุ่มจะดำเนินการแต่งตั้งกรรมการแต่ละด้านร่วมกันดูแลภายในกลุ่ม  เช่น ดูแลเกี่ยวกับพฤติกรรม  การขาดเรียน  มาสาย  การเรียนฯลฯ   นักเรียนจะเข้ากลุ่มร่วมกันทำงานและเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา  ช่วยเหลือกรณีไม่เข้าใจบทเรียน  อ่านหนังสือ  และทำงานแต่ละวิชาได้สำเร็จ 
      ผู้วิจัยได้ติดตาม ดูแลและสังเกตนักเรียนเป็นระยะ ๆ  และในกรณีที่นักเรียนมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านพฤติกรรมและการเรียน หัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่มจะรายงานครูและร่วมกันแก้ปัญหาทั้งด้านการมาเรียน ถ้ามีนักเรียนขาดเรียนภายในกลุ่มจะแจ้งให้ครูทราบและมีการติดตามให้มาเรียนและชี้ให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการเรียน  ต้องมีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าที่  ทำให้บรรยากาศการเรียนรู้ภายในห้องเรียนดีขึ้น  รู้จักเสียสละ  มีความสามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน         ภายในห้องเรียนมีการจัดกิจกรรม
ต่าง ๆ ร่วมกัน  เช่น  ร่วมกันทำความสะอาดห้องเรียนนอกเหนือจากเวรทำความสะอาดประจำวันแล้ว  แข่งขันกีฬาภายในห้องเรียน  นอกจากนี้มีการจัดให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมรักการอ่าน  การรู้จักการออมโดยในแต่ละสัปดาห์จะมีการให้นักเรียนนำเงินที่เหลือมาฝากเงินกับธนาคารโรงเรียน ทั้งนี้เพื่อเป็นฝึกให้นักเรียนมีความรับผิดชอบและรู้จักประหยัดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 
      ผู้วิจัยได้สังเกตพบว่า  พฤติกรรมของนักเรียนภายในห้องหลังจากมีการแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มย่อย ๆ แล้ว  ให้เพื่อนคอยเป็นพี่เลี้ยงแนะนำเพื่อนไม่ว่าจะเป็นด้านพฤติกรรมและการเรียน  ทำให้มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนการสอนมากขึ้น เมื่อนำนักเรียนมาร่วมกันทำกิจกรรมของโรงเรียน พบว่านักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรม  และเอาใจใส่ต่อการเรียนมากขึ้น  ขณะเข้าแถวก็มีความเป็นระเบียบและมีวินัยมากขึ้น
- 21 -
ตามลำดับ เมื่อแต่ละวิชาทำการสอบก็จะพบว่านักเรียนจะเข้ากลุ่มร่วมกันอ่านหนังสือและมีการซักถามบทเรียนที่ไม่เข้าใจ  เพื่อนที่เข้าใจก็จะอธิบายให้กับเพื่อนที่ไม่เข้าใจบทเรียนทำให้ได้คะแนนดีขึ้น  ครูก็ให้คำชมเชยและให้กำลังใจนักเรียนเพื่อที่จะได้มีกำลังใจทำต่อไป  รู้จักหน้าที่และมีความรับผิดชอบมากขึ้น  ทำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของตัวเอง สนใจเรียนมากขึ้น มีการซักถามเกี่ยวกับบทเรียนกับครูให้อธิบายให้เข้าใจ  โดยดูจากพฤติกรรมการเรียน  การส่งงานตรงกำหนดเวลา    และได้รับคำชมเชยจากครูแต่ละวิชาที่ทำการสอน  โดยภาพร่วมของนักเรียนในห้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน  ตั้งใจเรียน   ช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้น  มีน้ำใจ  รู้จักเสียสละ  มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการมาเรียนให้มาทันเรียน
  หลังจากผู้วิจัยเห็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้นักเรียนเป็นผู้มีวินัย  มีความรับผิดชอบต่อการเรียนและมีบรรยากาศภายในห้องเรียนดีขึ้น  ครูก็มีการพูดคุยและร่วมกันประเมินผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของแต่ละคน โดยการสัมภาษณ์และให้นักเรียนแต่ละคนตอบแบบสอบถามชุดเดิมอีกครั้ง แล้วนำมาสรุปเปรียบเทียบกับการตอบแบบสอบถามครั้งแรก พบว่า  นักเรียนมีความรัก สามัคคีในหมู่คณะ  มีความรับผิดชอบ  มาเรียนเป็นประจำ  ตั้งใจเรียนและทำงานที่ได้รับมอบหมาย  มีผลการเรียนดีขึ้น ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
  จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกต  การสัมภาษณ์ ข้อมูลด้านการเรียนของแต่ละวิชา การตอบแบบสอบถามจากนักเรียนและจากการใช้แรงจูงใจเสริมแรงโดยให้คำชมเชยแก่นักเรียน  รวมทั้งดูแลด้านการเรียนให้มีความรับผิดชอบ  สนใจเรียน  และติดตามจากผู้ปกครอง  คุณครูที่เข้าสอนแต่ละวิชา    ปรากฏว่า  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ปีการศึกษา  2558  โรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ) มีความเอาใจใส่ต่อการเรียน  รับผิดชอบและสนใจเรียนมากขึ้น  โดยสังเกตจากบรรยากาศการเรียนภายในห้องเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้  ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อการมาเรียนและการเรียน มีความตั้งใจเรียน  มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่ขาดเรียนหรือมาสาย  ทำงานที่ได้รับมอบหมายและส่งงานตรงกำหนดเวลา รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความเต็มใจ ยังส่งผลทำให้ผลการเรียนมีวินัย ความรับผิดชอบและความสนใจการเรียนของนักเรียน  โดยสรุปจากผลการเปรียบเทียบจากการตอบแบบสอบถาม   ดังนี้
 
ตารางแสดงความมีวินัย ความรับผิดชอบและความสนใจการเรียน
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  (ครั้งที่ 2)
 
ข้อ รายการ ทำเป็นประจำ ทำเป็นบางครั้ง ไม่เคยทำ
1 นักเรียนมักนำงานวิชาอื่นมาทำ ขณะที่กำลังเรียนวิชาหนึ่ง   9.30 37.21 53.49
2 นักเรียนพูดคุยและเล่นเพื่อนในขณะที่ครูสอน 13.95 46.51 39.54
    
                                         - 22 -   
ข้อ รายการ ทำเป็นประจำ ทำเป็นบางครั้ง ไม่เคยทำ
3 นักเรียนส่งงานและการบ้านตรงเวลาที่ครูกำหนด 4.65 30.23 65.12
4 นักเรียนนอนหลับในห้องเรียนขณะชั่วโมงเรียน 0.00 4.65 95.35
5 นักเรียนไม่ทำการบ้านและลอกการบ้านเพื่อน 0.00 11.63 88.37
6 นักเรียนทำผิดจะพยายามแก้ไขโดยไม่ท้อแท้ 90.69 9.31 0.00
7 นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 93.03 6.97 0.00
8 นักเรียนมาเรียนตรงเวลาและตั้งใจเรียน 90.70 9.30 0.00
9 นักเรียนรู้จักวางแผนและเตรียมพร้อมที่จะศึกษาต่อ 76.74 23.26 0.00
10 นักเรียนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการอ่านหนังสือ 79.06 20.94 0.00
 
  จากแบบสอบถามนักเรียนเกี่ยวกับความมีวินัยและรับผิดชอบในห้องเรียนครั้งที่ 2   พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  มีความกระตือรือร้น  เอาใจใส่ต่อการเรียน และมีวินัยและความรับผิดชอบมากขึ้น  โดยสรุปได้ ดังนี้   
  นักเรียนมักนำงานวิชาอื่นมาทำ ขณะที่กำลังเรียนวิชาหนึ่ง  นักเรียนไม่เคยทำ มากที่สุด  คิดเป็น
ร้อยละ  53.49
  นักเรียนพูดคุยและเล่นเพื่อนในขณะที่ครูสอน นักเรียนที่ทำเป็นบางครั้งมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ  46.51
  นักเรียนส่งงานและการบ้านตรงเวลาที่ครูกำหนด นักเรียนที่ไม่เคยทำมากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  65.12
  นักเรียนนอนหลับในห้องเรียนขณะชั่วโมงเรียน นักเรียนที่ไม่เคยทำ มากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  95.35
  นักเรียนไม่ทำการบ้านและลอกการบ้านเพื่อน  นักเรียนที่ไม่เคยทำ มากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  88.37
  นักเรียนทำผิดจะพยายามแก้ไขโดยไม่ท้อแท้  นักเรียนที่ทำเป็นประจำมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 90.69
  นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย นักเรียนที่ทำเป็นประจำมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ  93.02
  นักเรียนมาเรียนตรงเวลาและตั้งใจเรียน  นักเรียนที่ทำเป็นประจำ มากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  90.70
  นักเรียนรู้จักวางแผนและเตรียมพร้อมที่จะศึกษาต่อ นักเรียนที่ทำเป็นประจำ มากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  76.74
  นักเรียนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการอ่านหนังสือ  นักเรียนที่ทำเป็นประจำ มากที่สุด  คิดเป็นร้อยละ  79.06
 

- 23 -
 
บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
 
ความมุ่งหมาย 
  เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนให้เป็นผู้มีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าที่และการเรียนดีขึ้นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ปีการศึกษา 2558  ของโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ) 
ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง 
 ประชากร / กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ของโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)  จำนวน 13  คน 
 
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 
 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  คือ การสังเกต  และการสัมภาษณ์ การพูดคุย   การใช้คำมั่นสัญญาและทฤษฎีเสริมแรง
 
วิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
  ในการทำวิจัยครั้งนี้  เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสังเกต  แบบสอบถาม  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง   
 
การวิเคราะห์ข้อมูล
  ผู้วิจัยใช้ค่าร้อยละในการวิเคราะห์ข้อมูล
 
สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล 
 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกต       ข้อมูลด้านการเรียนของแต่ละวิชา และการตอบแบบสอบถามจากนักเรียน  การใช้แรงจูงใจเสริมแรงโดยให้คำชมเชยแก่นักเรียน  รวมทั้งดูแลด้านการเรียนให้มีความรับผิดชอบ   สนใจเรียน   และติดตามจากผู้ปกครอง    คุณครูที่เข้าสอนแต่ละวิชา     ซึ่งนักเรียนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อการมาเรียนและการเรียนมากขึ้น  ในการทำวิจัยครั้งนี้ปรากฏว่า  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3     ปีการศึกษา  2558  โรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)  จำนวน 13  คน  มีความเอาใจใส่ต่อการเรียน  รับผิดชอบและสนใจเรียนมากขึ้น  โดยสังเกตจากบรรยากาศการเรียนภายในห้องเรียนที่
- 24 -
เอื้อต่อการเรียนรู้  มีความตั้งใจเรียนมากขึ้น  มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่ขาดเรียนหรือมาสาย  ทำงานที่ได้รับมอบหมายและส่งงานตรงกำหนดเวลา รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความเต็มใจ โดยดูจากการสังเกต การสัมภาษณ์  ผลการเรียนและสรุปผลการเปรียบเทียบจากการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความมีวินัย ความรับผิดชอบและความสนใจการเรียนของนักเรียน   ดังนี้
 
ตารางเปรียบเทียบความมีวินัย   ความรับผิดชอบและความสนใจการเรียน
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3    ปีการศึกษา  2558    (ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2)
 
ข้อ รายการ ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2
  ทำเป็นประจำ ทำเป็นบางครั้ง ไม่เคยทำ ทำเป็นประจำ ทำเป็นบางครั้ง ไม่เคยทำ
1 นักเรียนมักนำงานวิชาอื่นมาทำ ขณะที่กำลังเรียนวิชาหนึ่ง   76.74 13.95 9.30 9.30 37.21 53.49
2 นักเรียนพูดคุยและเล่นเพื่อนในขณะที่ครูสอน 69.77 25.58 4.65 13.95 46.51 39.53
3 นักเรียนส่งงานและการบ้านตรงเวลาที่ครูกำหนด 72.09 18.60 9.30 4.65 30.23 65.12
4 นักเรียนนอนหลับในห้องเรียนขณะชั่วโมงเรียน 58.14 25.58 16.28 0.00 4.65 95.35
5 นักเรียนไม่ทำการบ้านและลอกการบ้านเพื่อน 74.41 16.28 9.30 0.00 11.62 88.37
6 นักเรียนทำผิดจะพยายามแก้ไขโดยไม่ท้อแท้ 41.86 44.19 13.95 90.69 9.30 0.00
7 นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 46.51 46.51 6.98 93.02 6.97 0.00
8 นักเรียนมาเรียนตรงเวลาและตั้งใจเรียน 44.19 51.16 4.65 90.69 9.30 0.00
9 นักเรียนรู้จักวางแผนและเตรียมพร้อมที่จะศึกษาต่อ 25.58 46.51 27.91 76.74 23.25 0.00
10 นักเรียนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการอ่านหนังสือ 41.86 46.51 11.53 79.06 20.93 0.00
 

- 25 -
 จากแบบสอบถามนักเรียนเกี่ยวกับความมีวินัยและรับผิดชอบในห้องเรียน  เมื่อนำผลสรุปของการตอบแบบสอบถามครั้งที่ 1  และครั้งที่  2     พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  มีความกระตือรือร้น  เอาใจใส่ต่อการเรียน และมีวินัยและความรับผิดชอบมากขึ้น จากตารางพบว่า  ในการตอบแบบสอบถามครั้งที่ 2  นักเรียนมีพฤติกรรมดังกล่าวมากกว่าครั้งที่ 1   หากพิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด     คือ   นักเรียนไม่นำงานวิชาอื่นมาทำขณะที่กำลังเรียนวิชาหนึ่ง       ไม่คุยและเล่นเพื่อนในขณะที่ครูสอน      ส่งงานและการบ้านตรงเวลาที่ครูกำหนด   ไม่นอนหลับในห้องเรียนขณะชั่วโมงเรียน   ทำการบ้านและไม่ลอกการบ้านเพื่อน   ทำผิดจะพยายามแก้ไขโดยไม่ท้อแท้   มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย  มาเรียนตรงเวลาและตั้งใจเรียน  รู้จักวางแผนและเตรียมพร้อมที่จะศึกษาต่อ และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการอ่านหนังสือ  ทำให้นักเรียนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนให้เป็นผู้มีวินัยและความรับผิดชอบต่อหน้าที่และการเรียน  ส่งผลให้การเรียนดีขึ้น  และเป็นผู้ที่มีความสำเร็จในชีวิตตามจุดหมายที่ตั้งไว้
 
ข้อเสนอแนะ
1.  ควรมีการติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง      ควรมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง
2.  ครู  ผู้ปกครอง  นักเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้อง  ควรร่วมมือกันแก้ไขและสะท้อนปัญหา
ต่าง ๆ ของนักเรียน  ทำให้นักเรียนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการเรียน 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

บรรณานุกรม
 

โยธิน  คันสนยุทธ  และคณะ.  จิตวิทยา.  กรุงเทพมหานคร:  ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ, 381 หน้า.  2533.
จีราภา  เต็งไตรรัตน์ และคณะ.  จิตวิทยาทั่วไป.  พิมพ์ครั้งที่ 4.  กรุงเทพมหานคร:  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
 364 หน้า.  2533.
ฉันทนา   ภาคบงกช  และคณะ.  การสำรวจคุณลักษณะทางวินัยที่พึงประสงค์ในสังคมไทย.  กรุงเทพมหานคร:
    สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.  2539
จุมพล  หนิมพานิช  และคณะ.  จิตวิทยาทั่วไป.  กรุงเทพมหานคร:  มหาวิทยาลัยรามคำแหง.  2542


ผู้เขียน : วลัยพันธ์
หน่วยงาน :
พุธ ที่ 13 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2559
เข้าชม : 32
3.5 stars เฉลี่ย : 3.5 จาก 18 ครั้ง.


ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 อันดับล่าสุด

      ชื่องานวิจัยในชั้นเรียน 13 / ก.ค. / 2559
      งานวิจัย 13 / ก.ค. / 2559
      การประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนวัดป้อมวิเชียรโชติการาม 14 / มี.ค. / 2559
      ค่ายส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน แบบ \\\"ขายตรงถึงข้างใน : Direct sell TO Heart\\\" ณ ค่ายโรงเรียนวัดยกกระบัตร 28 / มิ.ย. / 2554
      การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม 5 / ม.ค. / 2554


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์จัดการความรู้
สิทธิของสมาชิก สามารถบันทึกขุมความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และดาวน์โหลดได้
คลิกที่นี่สมัครสมาชิก
    
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร
2/3 หมู่ 8 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000
โทร 0-3482-6255 แฟกซ์ 0-3482-6253
e-mail : kittik_milk@hotmail.com , kittik_milki@yahoo.com